วันที่: 23/11/2017 | หมวด: Apple, Article, Exclusive, Featured, iPhone, iPhone X, MacThai, News, Review | แท็ก: , ,

iphone_x_review_og

ในงานเปิดตัว iPhone 8 เดือนกันยายนที่ผ่านมา Apple ได้ทำการเปิดตัวสินค้าพิเศษอีกหนึ่งชิ้นนั่นก็คือ iPhone X ซึ่งเป็น iPhone ที่ออกมาในปีที่ 10 หลังการเปิดตัว iPhone รุ่นแรกในปี 2007 ซึ่ง Apple ได้เคลมว่า iPhone X นี้จะเป็นการโชว์ว่า iPhone ในอนาคตจะมีทิศทางการพัฒนาไปทางไหน ซึ่ง Apple ก็ได้ถ่ายทอดวิสัยทัศน์แห่งอนาคตมาบน iPhone X นี้นั่นเอง

หลังจากที่เปิดตัวไปในเดือนกันยายนในที่สุด iPhone X ก็เริ่มเปิดขายในกลุมประเทศแรก (ซึ่งไม่มีไทย) แต่ทางทีมงาน MacThai ก็ได้เดินทางไปยัง Apple Store ในต่างประเทศเพื่อนำ iPhone X มาบอกเล่าถึงประสบการณ์การใช้งาน ข้อดี ข้อเสีย และเรื่องราวที่น่ารู้แบบเจาะลึกกันเลยทีเดียว

macthai-iphone-x-camera-10

ดีไซน์ไหม่ กระจกและแสตนเลส

Highlight

  • วัสดุทำจากกระจกและแสตเลสสตีล
  • ด้านหน้าและด้านหลังเป็นกระจก โค้งรับเข้ากับขอบทุกด้าน
  • ปุ่ม Power ยาวกว่าเดิมเล็กน้อย

iphone_x_15

มาดูที่ดีไซน์ของตัว iPhone กันก่อนสำหรับสัมผัสแรกก็บอกได้เลยว่าน่าประทับใจมาก นอกจากจอภาพที่มีขนาด 5.8 นิ้วกินพื้นที่เกือบ 95% ของจอ ทั้งหมดแล้วก็สิ่งที่น่าสนใจก็คือขอบสแตนเลสสตีล (วัสดุเดียวกับที่ใช้ทำ Apple Watch รุ่นเรือนสแตนเลสสตีล) ซึ่งมีความเงาสูงมากให้ความรู้สึกมีราคาและใช้เป็นเครื่องประดับได้

iphone_x_21

ด้านหลังของ iPhone X ก็เป็นกระจกเช่นกัน ด้วยความโค้งของกระจกที่โค้งเข้าขอบอย่างเรียบเนียนไร้รอยต่อทำให้ iPhone X นั้นเมื่อถือดูแล้วจะให้ความรู้สึกเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด ไม่มีรอยต่อเลย สำหรับกระจกที่ใช้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง Apple เคลมว่าเป็นกระจกที่แข็งแรงที่สุดในบรรดาสมาร์ทโฟนในตลาด ทนต่อรอยชีดข่วนได้เป็นอย่างดี

ด้านข้างจะพบกับปุ่มที่เดิมทีเป็นปุ่ม Power แต่ในครั้งนี้ปุ่มมีความยาวขึ้นกว่าเดิมเนื่องจากสำหรับผู้ใช้ iPhone X แล้ว ปุ่มนี้จะถูกใช้งานบ่อยครั้งกว่าเดิมมากทีเดียว (รออ่านในหัวข้อต่อไป) ส่วนด้านซ้ายยังคงเป็นที่อยู่ของสวิสซ์เปิดปิดเสียงซึ่งอยู่คู่กับ iPhone มาช้านาน และปุ่มเพิ่มลดเสียงที่เราคุ้นเคย

iphone_x_5

iPhone X ยังคงใช้ที่ชาร์จแบบ Lightning แน่นอนว่าไม่มีรูหูฟังเช่นเดียวกับ iPhone 7 และ iPhone 8 ทำให้ด้านล่างเหลือที่ไว้สำหรับลำโพงแบบ Stereo (อีกตัวอยู่บนตรงบริเวณเซนเซอร์บนหน้าจอ) และไมโครโฟน

iphone_x_18

จอ OLED Super Retina display ไร้ขอบแบบ True Tone

Highlight

  • เป็นจอ OLED ละเอียด 2436 x 1125 พิกเซล
  • จอใหญ่เต็มด้านหน้าของเครื่อง
  • รองรับเทคโนโลยีสีจอแบบ True Tone
  • รองรับความกว้างของสีแบบ P3

iphone_x_1

iPhone X มาพร้อมกับจอความละเอียด 2436 x 1125 พิกเซล ขนาด 5.8 นิ้ว และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ Apple เลือกใช้จอเป็นแบบ OLED จากเดิมที่เป็นจอ LCD และได้เพิ่มความละเอียดขึ้นเป็น 458 พิกเซลต่อตารางนิ้ว โดย Apple เรียกจอนี้ว่าเป็น Super Retina display

iphone_x_4

ที่ Apple สามารถออกแบบจอของ iPhone ให้ออกมากว้างจรดขอบของตัวเครื่องได้เช่นนี้ก็เพราะ Apple ใช้เทคนิคการพับขอบจอโค้งเข้าไปในมุม ทำให้จอของ iPhone X ดูสวยงามและไร้รอยต่อเช่นนี้

iphone_x_24

กล้อง True Depth และบริเวณที่ทุกคนคาใจ

ทางทีมงานเคยเขียน บทความวิเคราะห์ iPhone X เอาไว้ก่อนหน้านี้ บริเวณที่อาจจะขัดใจที่สุดสำสำหรับผู้ใช้งานซึ่งก็คือบริเวณ “ติ่ง” ด้านบน ซึ่งประกอบไปด้วยเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้องหน้าธรรมดา กล้อง True Depth ซึ่งมีส่วนประกอบย่อยอีกหลายตัวเช่น กล้องอินฟาเรด ตัวฉายจุด และไฟฉายอินฟาเรด ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเทคโนโลยีอย่าง Face ID และ Animoji (อธิบายในหัวข้อถัดไป) บนตัว iPhone X

iphone_x_2

อย่างไรก็ตามหลังจากที่ทีมงานได้ลองใช้ iPhone X เป็นเวลากว่า 1 วันเต็ม ๆ ก็พบว่าบริเวณเซ็นเซอร์นี้ “ไม่ได้บังหน้าจอจนน่าขัดใจ” สัมผัสแรกที่ได้ลองเล่น iPhone X ก็คือบริเวณนี้เล็กกว่าที่คิดไว้ด้วยซ้ำ ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินอยากให้ลองเล่นดูก่อนว่าจริง ๆ แล้วรู้สึกอย่างไร เพราะระดับ Apple แล้วงานออกแบบทุกอย่างต้องผ่านการทดสอบมาเป็นอย่างดีเพื่อมอบประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้

macthai-iphone-x-camera-13

Face ID ปลดล็อกด้วใบหน้า

highlight

  • เป็นครั้งแรกที่ iPhone ปลดล็อกด้วยใบหน้า
  • ทำงานในที่มืดได้ สวมหมวก ใส่แว่น
  • ปลดล็อกเมื่อเรามองจอจริง ๆ
  • ไม่ใช่เทคโนโลยีการวิเคราะห์ภาพ แต่เป็นการฉายจุดอินฟาเรดบนหน้าของเราจริง ๆ
  • สะดวกต่อการใช้งานมากกว่า Touch ID

iPhone X นั้นรองรับการปลดล็อกหน้าจอด้วย Face ID ซึ่งเป็นการใช้โครงสร้างรูปหน้าของเราในการปลดล็อก ซึ่งทุกอย่างจะทำโดยไร้รอยต่อมากและจากที่ลองใช้มาก็พบว่านี่เป็นประสบการปลดล็อก iPhone ที่ดีที่สุดที่เคยมีมาเลย และมีความปลอดภัยค่อนค้างสูง

iphone_x_6

สำหรับการตั้งค่า Touch ID นั้นทำได้ง่ายมากโดยหากเป็นการเปิดใช้งานเครื่องครั้งแรก Apple ก็จะขึ้นหน้าจอมาให้เราทำการตั้งค่า Face ID ตั้งแต่แรก ซึ่งวิธีการก็เพียงแค่หมุนคอให้เซ็นเซอร์ TrueDepth บันทึกโครงสร้างหน้าของเราในมุมต่าง ๆ ไว้อย่างครบถ้วน ซึ่ง iPhone X จะให้ทำเช่นนี้เป็นจำนวน 2 ครั้งด้วยกัน เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถใช้งาน Face ID ได้แล้ว (Face ID บันทึกหน้าบุคคลได้เพียงแค่ 1 หน้าต่อ 1 เครื่องเท่านั้น)

สำหรับการทำงานของ Face lD นั้นหลายคนอาจสงสัยว่ามีข้อจำกัดอย่างไรบ้าง ทางทีมงานได้ลองเล่นกับ Face ID ในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้ได้ข้อสรุปมาดังนี้

  • สามารถใส่หมวก เปลี่ยนทรงผม นำผมปิดหน้าผาก หรือทำหน้าที่ไม่ผิดปกติจนมากเกินไปได้ (ไม่หลุดโลก)
  • สามารถทำงานในที่มืดได้ (เนื่องจากใช้ระบบอินฟาเรด)
  • ไม่สามารถทำงานผ่านหน้ากากอนามัย หรือนำมือมาปิดบังส่วนใดส่วนหนึ่งของหน้าได้ (โดยเฉพาะตา)
  • แสกนภาพถ่ายไม่ได้ ต้องเป็นโครงหน้าจริง ๆ เท่านั้น
  • ไม่สามารถทำงานได้หากมีหยดน้ำบังชุดกล้องอยู่ (ซึ่งก็หมายความว่าหาก iPhone อยู่ในน้ำแล้วจะใช้ Face ID ปลดล็อกก็ทำไม่ได้เช่นกัน)

เนื่องจาก Apple ออกแบบ Face ID มาให้มีความปลอดภัยสูงจึงมีฟีเจอร์ที่ชื่อว่า Require Attention for Face ID ซึ่ง Face ID จะทำงานก็ต่อเมื่อสายตาของเราจดจ้องอยู่ที่หน้าจอเท่านั้น ทำให้คนอื่นไม่สามารถนำ iPhone X มาส่องหน้าเราให้ปลดล็อกได้ (ให้หลับตาหรือสะบัดหน้าหนีซะ!)

iphone_x_3

Face ID นั้นไม่ใช่แค่ปลดล็อกหน้าจอ แต่สามารถใช้งานอื่น ๆ ได้เช่นเดียกับ Touch ID ดังนั้นอะไรก็ตามที่สามารถใช้งาน Touch ID ได้ ส่วนใหญ่สามารถใช้งาน Face ID โดยไม่ต้องตั้งค่าเพิ่มเติมได้เหมือนกัน เช่นการเข้าอ่านข้อความในไลน์, การซื้อของใน App Store, แอพธุรกรรมทางธนาคารต่าง ๆ

หมายเหตุ: ไม่ใช่ทุกแอพที่รองรับ Touch ID แล้วจะรองรับ Face ID ด้วย

macthai-iphone-x-camera-013

Animoji นำหน้าเราเข้าไปแทน Emoji แบบเดิม ๆ

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ใช้ประโยชน์จากกล้อง True Depth ของ iPhone X นั่นก็คือ Animoji ซึ่งเป็นการแทนที่การส่ง Emoji แบบเดิมที่แสนจะธรรมดามาเปลี่ยนเป็นให้ Emoji นั้นพูดแทนเราโดยเลียนแบบสีหน้าและการเคลื่อนไหวของศีรษะแบบเป๊ะ ๆ ตามที่เราทำ ทำให้ได้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่และสนุกมาก

วิธีการเล่นก็คือเข้าไปที่แอพ Messages เพื่อใช้งาน iMessage กดพิมพ์ข้อความถึงคนที่เราอยากส่งให้จากนั้น ก็ให้เลือก Animoji จากแถบเลือก App ของ Messages แล้วเลือก Animoji ที่เราต้องการแล้วทำการพูดได้เลย โดยเราจะต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีแสงเพียงพอด้วย

macthai-iphone-x-camera-11

หลังจากที่พูดเสร็จแล้วกดส่งข้อความก็จะถูกส่งออกไปในลักษณะของวิดีโอ ซึ่งถ้าเราต้องการจะเซฟไว้ให้กดค้างหรือกด 3D Touch ที่วิดีโอ จากนั้นจะมีตัวเลือกให้บันทึกหรือ Save ลงเพื่อใช้ส่งในแอพอื่น ๆ หรือเก็บไว้ดูเล่นเองได้

 

ประสบการณ์การใช้งานแบบใหม่

เนื่งอจาก iPhone X นั้นประกอบด้วยหลายสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นของใหม่ ซึ่งไม่เคยปรากฏใน iPhone มาก่อน ทำให้ประสบการณ์การใช้งานอาจจะต้องเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย

Highlight

  • ใช้การปัดจากขอบจอล่างขึ้นบนแทนที่ปุ่ม Home
  • มีท่าทางการสลับแอพและปิดแอพแบบใหม่

หน้าจอที่กินพื้นที่ตั้งแต่ส่วนบนจนถึงส่วนล่างสุดของ iPhone X ทำให้ปุ่ม Home ที่เราคุ้นเคยต้องหายไปจาก iPhone ในที่สุด Apple ได้เลือกสร้างประสบการณ์ใช้งานใหม่ด้วยการแทนที่ปุ่ม Home ด้วยการปัดจากขอบล่างสุดของจอขึ้นมา ซึ่งในตรงนี้จะใช้ข้อได้เปรียบของขอบ iPhone ที่โค้งมนมอบประสบการณ์การใช้งานที่ไหลลื่นให้กับผู้ใช้ (อาจเป็นหนึ่งเหตุผลที่ Apple ไม่ยอมเว้นบริเวณส่วนล่างให้สมมาตรกัน ไม่ให้มีติ่งบริเวณขอบบนของจอ)

นอกจากนี้การสลับแอพหรือปิดแอพก็จะค่อนข้างต่างไปจากเดิมคือเราต้องลากนิ้วจากขอบล่างของจอแล้วเลื่อนขึ้นมาหยุดที่บริเวณกลางจอ (Taptic Engine) หรือระบบสั่นแบบใหม่จะตอบสนองเราเอง จากนั้นถ้าต้องการปิดแอพก็ให้กดค้างที่หน้าต่างของแต่ละแอพ จะปรากฏปุ่มเครื่องหมายลบด้านบนหรือจะปัดแอพขึ้นบนเหมือนเดิมก็ได้

iphone_x_7

เรายังสามารถปัดจากด้านล่างขึ้นแล้วค้างไว้เล็กน้อยจากนั้นเลื่อนไปด้านข้างเพื่อเปลี่ยนแอพอย่างรวดเร็ว ซึ่งท่าทางแบบนี้ไม่เคยทำได้มาก่อนใน iPhone รุ่นไหน นับว่าสะดวกและไหลลื่นมากสำหรับการสลับแอพอย่างรวดเร็วนี้

ฟังเช่นนี้อาจจะดูเหมือนยุ่งยากและยังไงก็ไม่น่าจะชินกับท่าทางใหม่ได้ แต่หลังจากที่ทีมงานได้ลองใช้งานเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็รู้สึกว่า iPhone X นั้นไม่ได้ใช้งานยากอย่างที่คิด แต่กลับไหลลื่นและเมื่อเกิดความเคยชินแล้วจะสามารถใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว

ลาก่อน Power Button พบกับ Side Button

จากที่ได้กล่าวไปในข้างตนถึงปุ่ม Power Button เดิมที่มีขนาดใหญ่ขึ้น นั่นก็เพราะว่าเจ้าปุ่มนี้ไม่ใช่แค่ Power Button อีกต่อไปแล้ว แต่มันมาพร้อมกับหน้าที่ใหม่ก็เพราะว่าต่อไปนี้มันคือ Side Button หรือปุ่มข้างนั่นเอง สำหรับหน้าที่ของมันก็ค่อนข้างอเนกประสงค์ จากการที่กดค้างเพื่อเรียกเมนูปิดเครื่องก็จะเปลี่ยนมาเป็นกดค้างเพื่อเรียก Siri

iphone_x_16

ปุ่มข้างนี้ยังใช้งานอย่างอื่นอีกเช่น กดปุ่มข้างพร้อมกับลดเสียงจะเป็นการเรียกเมนูปิดเครื่อง ส่วนถ้ากดค้างพร้อมกับปุ่มเร่งเสียงจะเป็นการแคปหน้าจอ

กล้องหลังสุดเทพและโหมดถ่ายภาพบุคคล

iphone_x_14

ระบบกล้องของ iPhone X ในส่วนกล้องหลังนั้น เป็นกล้อง 12 ล้านพิกเซล โดยจะมีกล้องสองตัว ตัวหนึ่งเป็นเลนส์ไวด์ อีกตัวเป็นเลนส์เทเลโฟโต้ ซึ่งเลนส์ทั้งสองตัวมี OIS หรือระบบกันสั่นในกล้องแต่ละตัว (iPhone 8 Plus มีกันสั่นแค่เฉพาะกล้องเลนส์ไวด์เท่านั้น) ทำให้ถ่ายภาพออกมาได้ดี ส่วนวิดีโอก็ถือว่านิ่งในระดับหนึ่งแต่ไม่ได้นิ่งในระดับนิ่งสนิท

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วย iPhone X

ทดสอบสภาพแสงน้อย

macthai-iphone-x-camera-5macthai-iphone-x-camera-4

ภายใต้สภาพแสงสลัว ๆ iPhone X ก็สามารถถ่ายภาพได้ดี และโฟกัสได้ไวมาก (ในภาพตัวอย่างเร่งแสงเพิ่มเติมด้วย) และสมดุลแสงขาวหรือ white balance สามารถทำได้อย่างถูกต้อง (ในห้องเปิดไฟสีวอร์ม) แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับความชอบของแต่ละคนด้วยว่าจะชอบ white balance แบบใด

macthai-iphone-x-camera-9

ภาพนี้ถ่ายในห้องเกือบมืดสนิท มีแสงจากภายนอกเข้ามาเพียงนิดเดียวเท่านั้น แน่นอนว่า iPhone X จะเปิดแฟลชให้โดยอัตโนมัติ และผลลัพธ์ที่ได้ก็ค่อนข้างน่าพอใจ ใช้เวลาโฟกัสเพียงครู่เดียวและไม่พลาดวัตถุเลย

 

macthai-iphone-x-camera-3macthai-iphone-x-camera-2macthai-iphone-x-camera-1

iphone_x_19

ส่วนโหมดถ่ายภาพบุคคลในกล้องหลัง ก็ถือว่าทำได้เป็นที่น่าพอใจมาก และโหมดเพิ่มเติมอย่าง Studio Lighting ก็ยิ่งเพิ่มความสนุกในการถ่ายภาพเข้าไปได้อีก และโหมดนี้ยังมีความพิเศษคือถ้าเกิดถ่ายภาพถ่ายจากโหมดถ่ายภาพบุคคล ไม่ว่าจะเลือกเอฟเฟคแสง Studio Lighting แบบใดมาก็ตาม สามารถปรับไปเป็นแบบอื่นได้ด้วย

ทั้งนี้ระบบกล้องถ่ายภาพบุคคลก็ยังไม่เนียนเหมือนกับการจัดแสงและใช้กล้อง DSLR แบบเป๊ะ ๆ ซึ่งก็ยังคงต้องพัฒนาต่อไป แต่ระดับนี้ก็สามารถใช้ถ่ายรูปให้ดูดีได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

macthai-iphone-x-camera-8macthai-iphone-x-camera-7

โหมดถ่ายภาพบุคคลกล้องหน้า

กล้องหน้า เป็นไฮไลต์สำคัญของระบบกล้องบน iPhone X เพราะ Apple เลือกใช้เทคโนโลยีกล้อง TrueDepth มาใส่ และนอกจากกล้องหน้าจะมีไว้ใช้งานปลดล็อกด้วยหน้าหรือ Face ID แล้ว ยังจะสามารถใช้งานโหมดถ่ายภาพพิเศษแทบทุกโหมดได้เหมือนกล้องหลังอีกด้วย เช่น Portrait Mode, Studio Lighting

macthai-iphone-x-camera-6

หลังจากที่ทดสอบ โหมดถ่ายภาพบุคคล และโหมดพิเศษเพิ่มเติมจำพวก Studio Lighting ก็ยังพบปัญหาคือความเนียนเช่นเดียวกับกล้องหลัง คือยังไม่สามารถทำได้อย่างเนียนมากนัก (กล้องหลังเนียนกว่า) โดยเฉพาะสถานการณ์ที่ยาก ๆ และใช้เอฟเฟคหนัก ๆ จะยิ่งดูเหมือนถูกตัดมาจาก Photoshop มากกว่า

หมายเหตุ: โหมด Studio Lighting ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา

ซีพียู A11 Bionic รองรับ Neural Network เต็มรูปแบบ 

iphone_x_11

iphone_x_12

ฟีเจอร์อื่น ๆ กันน้ำ เรติน่าแฟลช

เมื่อเราถ่ายภาพในกล้องหน้านั้น ระบบเรตินาแฟลชยังช่วยให้เราเซลฟี่ในสภาพแสงมืดได้ดีขึ้นอีกด้วย คือหน้าจอจะใช้เวลาชาร์จหน้าจอเพียงแป๊บเดียว หน้าจอก็จะสว่างขึ้นเป็นแฟลช แล้วก็ถ่ายภาพเราให้อย่างงาม ทำให้แม้ว่าจะเป็นที่แสงน้อยก็ไม่ต้องหวั่นเรื่องหน้ามืด

iphone_x_22

iphone_x_23

สรุป iPhone X

หลังจากที่กล่าวถึงจุดเด่นต่าง ๆ มามากพอสมควรแล้วทางทีมงานจะขอสรุปเรื่องราวของ iPhone X ไว้ดังนี้

สิ่งที่ประทับใจ

  • Design เรียบหรูและดูมีราคามาก
  • กล้องเทพ และติดอันดับหนึ่งในกล้องสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุด
  • Face ID ทำงานได้ดีตามที่คิดไว้ และสะดวกมาก
  • การใช้งานลื่นไหลมาก แม้จะสับสนในช่วงแรก ๆ แต่พอชินก็จะใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว

สิ่งที่ยังพัฒนาได้อีก

  • ระบบ Portrait Mode ของกล้องหน้ายังสู่ของคู่แข่งไม่ได้
  • สแตนเลสสตีลอาจเกิดรอยได้เมื่อใช้งานแบบไม่ระมัดระวัง
  • นอกจากเรื่องจอและ Face ID แล้ว ในส่วนอื่น ๆ ยังไม่ต่างจาก iPhone 8 มากนัก

iphone_x_25

จากที่ได้ลองใช้งาน iPhone X มาก็พบว่า iPhone X นั้นถ่ายทอดอนาคตของ iPhone ออกมาได้อย่างชัดเจนมาก ๆ โดยเฉพาะการที่พื้นที่ด้านหน้าเป็นหน้าจอทั้งหมดซึ่งก็ตรงตามคอนเซปที่ Apple วางไว้เมื่อ 10 ปีก่อนอยู่แล้ว

ซึ่งนอกจากเรื่องของหน้าจอเราก็จะได้เห็นพัฒนาการด้านกล้องที่ดีขึ้นมากและประสบการณ์การใช้งานที่เป็นจุดเด่นของ iPhone มาตั้งแต่ยุคแรก ๆ แม้ Apple อาจจะไม่ได้ตั้งใจให้ iPhone X เป็น iPhone ฉลองครบรอบ 10 ปี แต่ iPhone X ก็เป็นโทรศัพท์ที่แสดงความเป็น iPhone ออกมาได้อย่างดีเยี่ยมเพื่อปูทางพัฒนาสู่อนาคตของ iPhone ต่อไป

คะแนนรวม : 9/10

About macthai

MacThai Team

Leave a Reply