ย้อนรอยเรื่องราวน่าสนใจระหว่าง Apple กับ Edward Snowden

snowden_apple

ในตอนนี้หนึ่งในหนังสุดฮิตที่กำลังฉายอยู่ถ้าจะไม่พูดถึง Snowden ก็คงไม่ได้ และหลังจากที่ทีมงาน MacThai ได้ไปลองชมก็พบว่าเป็นหนังที่สนุกมากเลยทีเดียว แต่สำหรับบทความวันนี้เราจะไม่ได้มารีวิวหนัง แต่จะมาเล่าเรื่องราวของ Edward Snowden กับ Apple ในฐานะที่ Apple เป็นหนึ่งในบริษัทไอทีที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก

snowden_movie

สำหรับใครที่ยังไม่รู้จัก Snowden เขาเป็นอดีตเจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์จาก NSA และ CIA ของรัฐบาลสหรัฐที่ได้ออกมาเปิดโปงการ สอดแนม, ดักฟัง และ สืบค้นข้อมูล ของรัฐบาลซึ่งเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวอย่างรุนแรง การเปิดโปงของเขาเกิดขึ้นในปี 2013 ทำให้ทั่วโลกเกิดกระแสต่อต้านการดักฟังโดยรัฐบาลอย่างรุนแรง และทำให้คนทั่วไปเห็นความสำคัญของความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ปัจจุบัน Snowden ลี้ภัยทางการเมืองอยู่ที่ประเทศรัสเซีย และสื่อสารผ่านทาง Twitter @Snowden และบรรยายผ่าน Video Conference เป็นครั้งคราว

nsa_news

แน่นอนว่าการเปิดโปงของเขาทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าบริษัทไอทีชั้นนำอย่าง Google, Microsoft, Yahoo! รวมถึง Apple นั้นได้มีการสนับสนุนหรือให้ข้อมูลกับ NSA มากน้อยแค่ไหน ซึ่งแต่ละบริษัทก็ออกมาปฏิเสธอย่างหัวชนฝาว่าไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรเลย หากไม่มีหมายศาล โดยเฉพาะ Apple ก็ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการ เปิดเผยจำนวนครั้งที่รัฐบาลแต่ละประเทศขอข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้เข้ามา

หากย้อนกลับไปในช่วงกลางปี 2013 นั้นเรื่องราวของความเป็นส่วนตัวได้กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการไอทีไปทั่วโลกเลยทีเดียว

 

Steve Wozniak ยกย่องให้ Snowden เป็นฮีโร่ของเขา

อีกหนึ่งบุคคลสำคัญในวงการ IT ระดับตำนานก็คือ Woz ผู้ร่วมก่อต้ัง Apple เขาได้ออกมาบอกกับสื่อว่า Snowden นั้นเป็นฮีโร่ของยุคนี้ ที่เลือก “ทิ้งชีวิตตัวเอง และช่วยเหลือพวกเราทุกคน” และได้ยกย่อง Snowden ว่าเป็นเหมือนกับ Daniel Ellsberg ไอดอลของ Woz อีกคนหนึ่งที่มีบทบาทในสมัยสงครามเวียดนามด้วยการ เปิดเผยความฉาวโฉ่ในการส่งกองทัพไปรบในสงครามเวียดนาม ทำให้เกิดกระแสต่อต้านการระทำของรัฐบาลอย่างรุนแรง จนอเมริกาต้องยุติสงครามในเวียดนามในที่สุด เขาคิดว่าการกระทำของ Snowden ก็มีพลังไม่แพ้กัน ที่ทำให้คนธรรมดาทั่วไปได้เห็นถึงความสำคัญของสิทธิและเสรีภาพของตนในโลกออนไลน์

steve_wozniak-640x426

ดูเหมือนว่า Woz จะชื่นชอบในตัว Snowden มากและได้เคยพูดคุยกันในงาน event แห่งหนึ่งในรัสเซียในขณะที่ Snowden ลี้ภัยอยู่ และได้เล่าให้ The Guardian ฟังในเวลาต่อมา

 

Tim Cook ก็ได้รับแรงบันดาลใจในการต่อสู้เพื่อรักษาข้อมูลลูกค้ามาจาก Snowden เช่นกัน

เมื่อ 2 ปีก่อนในขณะที่ Tim Cook เดินทางไปเยือนเยอรมันนี ซึ่งในช่วงนั้น Angela Merkel นายกรัฐมนตรีของเยอรมันนี ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกตั้งคำถามถึงความเป็นส่วนตัว และการให้ความร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐหลังจากที่ Snowden ได้ออกมาตีแผ่เรื่องราวทั้งหมด เพื่อเป็นการเรียกความน่าเชื่อถือของ Apple กลับคืนมาสำหรับชาวเยอรมัน Cook ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในหัวข้อนี้เช่นกัน

tim-cook-npr-interview

Cook ได้ให้สัมภาษณ์กับ BILD สำนักข่าวของเยอรมันนีว่า “ถ้าเกิด Snowden ยอมทำเพื่อเราเช่นนี้แล้ว การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลให้กับลูกค้าก็เป็นสิ่งที่ Apple ต้องยกให้เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน”

เรื่องนี้กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งในปี 2016 ในดราม่า Apple กับ FBI เมื่อมีเหตุการกราดยิงใน San Bernardino ทำให้ FBI เสนอให้ Apple ทำ software update ของ iOS เวอร์ชันพิเศษที่ตัดฟีเจอร์รักษาความปลอดภัยออกมาและ Apple ก็ไม่ยอมทำให้เนื่องจากเห็นความสำคัญของข้อมูลลูกค้าเป็นสำคัญ แม้จะเป็นกรณีก่อการร้ายที่สะเทือนขวัญ แต่หาก Apple ยอมทำในกรณีนี้ เชื่อว่าครั้งหน้าหน่วยงานรัฐก็จะร้องขอมาแบบนี้อีก เมื่อเรื่องนี้ไปถึง Snowden เขาก็ได้มีปฏิกริยาโต้ตอบ ..

Snowden เชื่อว่า Apple เป็นผู้เดียวที่ปลดล็อก iPhone ได้นั้นเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี 

ก่อนหน้าที่ Snowden จะพูดนี้เคยมีคนมาตั้งข้อสงสัยเช่นกันว่า จริงเหรอที่ Apple เป็นผู้เดียวที่รู้เทคนิคการปลดล็อก iPhone เพื่อเข้าถึงข้อมูลภายใน แต่หลังจากที่ Snowden ได้ออกมา Tweet ว่า เป็นแค่การเล่นละครน้ำเน่า เท่านั้น แนวคิดนี้ก็ลายเป็นประเด็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการเล่นละคร เพื่อให้เกิดการ win win กันทั้งสองฝ่าย

“ด้วยความเคารพนะครับ แต่ผมว่ามันแม*ง เป็นเรื่องไร้สาระ” Snowden กล่าวใน video conference ในขณะที่เขาอยู่ที่มอสโคว

 

ซึ่งเขาก็คิดไม่ผิด เนื่องจากหลังจากข่าวเงียบไปซักพัก FBI ก็สามารถถอดรหัสเข้าถึงข้อมูลของ iPhone ดังกล่าวได้ (ฮา) สำหรับรายละเอียดวิธีที่ใช้ปลดล็อคตัวเครื่องนั้น FBI ไม่ได้บอกมาอย่างชัดเจน โดยบอกเพียงแค่ว่าการถอดรหัสครั้งนี้ไม่ต้องการความช่วยเหลือจาก Apple ซึ่งสำนักข่าว CNN ได้เผยรายละเอียดตามมา ว่าวิธีที่ FBI ทำนั้นจะต้องใช้กับ iPhone ทีละเครื่อง และไม่ได้รับความช่วยเหลือจาก Apple

เป็นการจบเกมตามที่ Snowden ได้คาดไว้

Snowden ได้ออกแบบเคส iPhone สำหรับป้องกันการดักสัญญาณด้วย

ก็ไม่รู้ว่า Snowden นั้นชอบหรือไม่ชอบ iPhone กันแต่ แต่เขาก็ได้ร่วมมีกับเพื่อน hacker ประดิษฐ์เคส iPhone ที่หน้าตาเหมือน Battary Case แต่มีฟีเจอร์พิเศษคือสามารถ monitor สัญญาณที่ถูกรับและส่งออกจาก iPhone ได้ เพื่อตรวจสอบว่ามีการแอบส่งข้อมูลอะไรบ้าง โดยเฉพาะในช่วงที่เราไม่ได้ใช้งาน

snowden_iphone_case

ซึ่งเขาได้ออกมาเปิดเผยกับ Wired ว่าอาจจะนำเคสนี้ออกมาวางจำหน่ายให้คนทั่วไปได้ใช้ และเป็นการทำให้แน่ใจว่า iPhone ของเรานั้นปลอดภัยจริง ๆ ทำให้แอบคิดได้ว่า Snowden นั้นอาจจะชอบ iPhone และอยากใช้ iPhone จริง ๆ ก็ได้แต่ยังไม่มั่นใจในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลอยู่

แต่ Snowden ก็ปฏิเสธที่จะใช้ iPhone เนื่องจากโครงการ PRISM

เขาเชื่อว่า iPhone มีซอฟแวร์พิเศษที่จะสามารถทำงานเองได้โดยที่ผู้ใช้งานไม่รู้ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วหรือเปล่าล่ะ Snowden ? แต่เหตุผลจริง ๆ แล้วน่าจะมาจากที่ Apple มีชื่อในโครงการ PRISM (ถ้าใครที่ดูหนังมาแล้วจะรู้) ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลผู้ส่วนบุคคลต่าง ๆ โดยโครงการ PRISM นี้ มีรายชื่อบริษัทใหญ่ ๆ ได้แก่ Apple, Microsoft, Google, Yahoo และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ทุกบริษัทหลังจากที่ Snowden ได้เปิดโปงเรื่องราวของ PRISM ก็ได้ออกมาส่ายหัวกันแทบทุกราย

“เห้ย เราไมเคยได้ยินเรื่อง PRISM เลยนะ” โฆษกของ Apple – Steve Dowling ได้ออกมาปฏิเสธในการมีส่วนร่วมในโครงการนี้

prism-slide

ซึ่งหน้าตาของ Presentation ที่หลุดออกมาในตอนที่ Snowden เปิดโปงความลับก็ได้แสดงโลโก้ของบริษัทต่าง ๆ ซึ่งในนั้นรวมถึง Apple ด้วย และบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า NSA ได้ข้อมูลอะไรไปบ้าง

แต่ก็มีเรื่องน่าสนใจอยู่ตรงที่ว่า Apple นั้นเข้าร่วมโคงการ PRISM ในปลายปี 2012 ซึ่งแสดงว่า Apple ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมมานาน ซึ่งบริษัทแรกที่มีชื่อในโครงการนี้ก็คือ Microsoft นั่นเอง (หืมม)

13-06-06-prism

ซึ่งได้มีการวิเคราะห์กันว่า Steve Jobs อาจจะไม่ยอมให้ Apple มีรายชื่อในโครงการนี้ทำให้ Apple มามีรายชื่อในโครงการ PRISM เกือบ 1 ปีหลังจากการเสียชีวิตของจ็อบส์ ซึ่งเอกสารของ NSA ก็ได้มีคำว่า iPhone โดยตรง และมีการบอกว่าใช้ซอฟแวร์พิเศษในชุด DROPOUTJEEP ของ NSA

อย่างไรก็ตามแม้จะมีเอกสารหลุดมาขนาดนี้ Apple ก็ยังคงปฏิเสธว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ PRISM เลยจนถึงทุกวันนี้  

ทีมงานได้เล่าเรื่องราวโดยเริ่มจากการยกยอวีรกรรมของ Snowden จากผู้บริหารของ Apple และจบลงที่การปฏิเสธการมีส่วนร่วมในโครงการของ NSA แม้ว่าจะมีหลักฐานออกมาอย่างชัดเจนเพื่อแสดงให้เห็นว่า เราไม่สามารถเชื่อได้อย่าง 100% ว่าข้อมูลของเราจะปลอดภัย แม้จะไม่สามารถป้องกันได้อย่างดีที่สุด การรู้จักดูแลตัวเองบนโลกออนไลน์ก็เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนรหัสผ่านบ่อย ๆ , เลือกเข้าเว็บและลงโปรแกรมที่น่าเชื่อถือ รวมถึงการสื่อสารด้วยโปรแกรมที่มีการเข้ารหัสต่าง ๆ

เรื่องราวทั้งหมดนี้แน่นอนว่าในฐานะประชาชนทั่วไปการที่เราได้รับรู้การกระทำของรัฐบาลเนื่องมาจากการเปิดโปงของชายที่ชื่อว่า Snowden นอกจากจะทำให้เกิดความตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพในการใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ที่นับวันยิ่งจะมีอิทธิพลขึ้นไปทุก ๆ ที บางคนอาจจะคิดว่า เราไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมต้องกลัวด้วย แต่นั่นหมายถึงการปล่อยให้เกิดการลุกล้ำสิทธิและเสรีภาพที่เรามี ในฐานะที่เป็นคนคนหนึ่ง หากเราปล่อยให้การละเมิดสิทธิกลายเป็นเรื่องปกติไปละก็อีกหน่อยเราอาจจะกลายเป็นเพียงเครื่องมือของอำนาจที่เติบโตขึ้นจนเราไม่อาจสู้ได้ และต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจนั้นตลอดไปก็เป็นได้

 

เรียบเรียงโดย – ทีมงาน MacThai