สรุปดราม่า FBI และ Apple เรื่องเป็นมาอย่างไร ทำไม Apple ไม่ยอมช่วย FBI

apple-fbi

ช่วงนี้มีดราม่า FBI กับ Apple ซึ่งอาจจะมีหลายคนตามไม่ทันว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร ทีมงาน MacThai จะเอาเรื่องราวโดยรวมมาสรุปกัน และอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ

เริ่มเรื่อง

เรื่องราวของดราม่าครั้งนี้ เริ่มมาจาก FBI ได้มือถือ iPhone 5c ของมือปืนคนหนึ่งใน San Bernardino เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีก่อการร้าย FBI จึงต้องการข้อมูลภายใน iPhone เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดี แต่ปัญหาคือ iPhone เครื่องนั้นล็อครหัส

iphone-5c

อดีต iPhone มีรหัสผ่าน 4 หลัก ฉะนั้นโอกาสจะเดารหัสผ่านถูกจึงมีเพียง 1 ใน 1 หมื่นครั้ง แต่ปัจจุบัน iOS 9 มีรหัสผ่าน 6 หลัก โอกาสที่จะเดารหัสถูกจึงเหลือเพียง 1 ในล้านเท่านั้น และเมื่อในอดีต Apple เก็บ encryption key เอาไว้เปิดเครื่องโดยไม่ต้องใช้รหัสผ่านในกรณีจำเป็น แต่ปัจจุบัน Apple เลิกเก็บไปแล้ว

วิธีที่จะทำให้สามารถเปิดเครื่องได้จึงต้อง brute-force หรือการไล่ใส่รหัสไปเรื่อยๆ (ตั้งแต่ 0000-9999 หรือ 00000-99999) แต่ถ้าใส่รหัสผ่านของ iPhone ผิดบ่อยๆ เครื่องจะปิดตัวเองไม่ให้ใส่รหัสไปชั่วขณะหนึ่ง และถ้าใส่ผิดมากๆ เข้าข้อมูลทั้งเครื่องจะถูกลบทิ้งโดยอัตโนมัติได้เลย

เมื่อ FBI ไม่สามารถ brute-force รหัสผ่านด้วยตัวเองได้ ก็เลยขอคำสั่งศาล เพื่อบังคับให้บริษัทซึ่งเป็นผู้ผลิตมาช่วยทำการแฮกตัวเครื่อง วิธีที่ศาลและฝั่ง FBI เสนอ ก็คือให้ Apple ทำ software update ของ iOS เวอร์ชันพิเศษที่ตัดฟีเจอร์รักษาความปลอดภัยออกมา เพื่ออนุญาตให้ FBI สามารถ brute-force รหัสผ่านได้ ส่วนฝั่ง Apple บอกทำได้ในทางเทคนิคแต่ไม่ทำ

แล้วทำไม Apple ไม่ทำให้​ ???

Apple ออกจดหมายชี้แจงมาก่อนหน้านี้ โดยบอกว่าเมื่อถ้าบริษัทยอมทำให้รัฐบาล แสดงว่าบริษัทมีกุญแจพร้อมหยิบยื่นให้รัฐบาลเข้าถึงข้อมูลได้ทุกเมื่อตราบเท่าที่รัฐบาลต้องการ ฉะนั้นถ้ารัฐบาลจะข้อมูลของใคร Apple ก็ต้องเปิดให้ แต่ฝ่ายกระทรวงยุติธรรมสหรัฐกล่าวโต้ว่า นโยบายความเป็นส่วนตัวของ Apple ก็คือการตลาด ในหนังสือที่สั่งให้ศาลไปเร่งให้ Apple ทำตามคำสั่งศาล

ภาพจาก The Hacker News
ภาพจาก The Hacker News

เมื่อมองในกรณีที่ Apple สามารถวาง backdoor ไว้ในอุปกรณ์ตัวเองได้ (backdoor คือทางลัดสำหรับเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน) และรัฐบาลจะเก็บไว้ใช้คนเดียวเท่านั้น แต่ไม่มีใครเชื่อว่ารัฐบาลจะทำได้ ตามที่ Tim Cook เคยกล่าวไว้ว่า ถ้าผู้ไม่หวังดีรู้ว่ามี backdoor เขาจะไม่หยุดถ้าหาไม่เจอ เท่ากับว่าใครก็ตามถ้ารู้วิธีก็สามารถใช้ backdoor ล้วงข้อมูลบน iPhone ได้หมด (ภาพด้านบนน่าจะอธิบายกรณีนี้ได้ดี)

คนในวงการไอทีหลายคนจึงค่อนข้างเห็นด้วย และเลือกจะยืนข้าง Apple เนื่องจากการวาง backdoor ไว้เพื่อดูข้อมูล ไม่เป็นที่ยอมรับในเรื่องความเป็นส่วนตัว

Donald Trump

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็มี อย่างเช่น Bill Gates ที่บอกว่ากรณีนี้ถือเป็นการก่อการร้าย (แต่ Gates บอกว่าเขาไม่ได้เข้าข้าง FBI โดยจะพูดในภาพรวมมากกว่า) หรืออย่างนักการเมืองผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอย่าง Donald Trump ที่ยืนกรานตรงข้าม Apple อย่างชัดเจน แถมยังเชิญชวนให้ช่วยกันแบน Apple ด้วย

ผู้ที่ออกมาพูดและน่าสนใจอีกคนก็คงจะเป็น John McAfee ผู้ก่อตั้งแอนตี้ไวรัส McAfee (ปัจจุบันไม่มีความเกี่ยวข้องแล้ว) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย กล่าวไว้ในการให้สัมภาษณ์ว่าทำไม FBI ไม่ถอดรหัสเองทั้งที่มีทรัพยากรมากมาย พร้อมท้าว่าเอา iPhone มาให้เขาเลย เขาจะถอดรหัสให้ดู ถ้าทำไม่ได้จะกินรองเท้าโชว์กลางรายการทีวี

ส่วนนักกฏหมายจาก ALU Speech, Privacy and Technology กล่าวไว้ว่า หากเกิดกรณีที่ Apple ปลดล็อค iPhone ให้รัฐบาลสหรัฐจริง ประเทศที่มีกฏหมายที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวยกับความเป็นส่วนตัวของประชาชนอยู่แล้ว ก็จะสามารถใช้กรณีนี้อ้างกับ Apple ขอให้ช่วยปลดล็อคได้เช่นกัน ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องดีแน่ๆ

บทสรุปเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร

จากท่าทางในปัจจุบันแล้ว Apple คงไม่ยอมเอาง่ายๆ เพราะว่าหลังเกิดดราม่ากับ FBI กลับยิ่งเจอข่าวจะทำให้ iPhone ปลอดภัยขึ้นไปอีก รวมถึงการจ้างผู้ทำแอพ Signal แอพแชทความปลอดภัยสูงที่ Edward Snowden ใช้งานเป็นประจำ เข้าทำงานกับบริษัทในส่วนพัฒนาความปลอดภัย CoreOS ด้วย

แต่อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เรื่องราวทุกอย่างขึ้นกับการตัดสินในของ 2 ฝ่ายคือ Apple และรัฐบาล ว่าสรุปแล้วทั้งสองฝ่ายจะตกลงเลือกทางไหน และผลที่ตามมา ไม่ว่าจะต่อบริษัท Apple, ต่อวงการไอที หรือต่อรัฐบาล จะเป็นอย่างไร ก็ต้องคอยติดตามกันต่อไป

เรียบเรียงโดย
ทีมงาน MacThai

ภาพประกอบจาก Flickr, FBI และ Apple