กว่าจะเป็น iPhone: ลับสุดยอดตั้งแต่เริ่มจนเปิดตัว, อุปสรรคมากมาย, พนักงานเครียดจนลาออก

The New York Times ได้เปิดเผยบทความพิเศษที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับแอปเปิลตั้งแต่ Jobs เริ่มแนวคิดในการสร้าง iPhone หลังจากเปิดตัว iPod ในปี 2001 จนไปถึงงานเปิดตัววันที่ 9 มกราคม 2007

apple-com-change-iphone-2007

ทางสำนักข่าวได้สัมภาษณ์ Andy Grignon วิศวกรอาวุโสของแอปเปิล ผู้รับผิดชอบเครือข่ายไร้สายของ iPhone เขาใช้เวลากว่า 2 ปีครึ่งทำโปรเจคนี้แบบไม่มีวันหยุด

เรื่องราวของ Grignon เริ่มต้นที่เขากับ Jeremy Wyld เพื่อนของเขาขณะเรียนมหาวิทยาลัย ได้แฮกเครื่อง Newton MessagePad เพื่อให้ต่ออินเทอร์เน็ตไร้สายได้ การแฮกเครื่องนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งสองได้งานทำที่แอปเปิล โดย Wyld ทำงานในแผนกพัฒนาเครื่อง Newton ส่วน Grignon ทำงานในแผนกวิจัยและพัฒนา (R&D) ในส่วนเทคโนโลยีการประชุมทางโทรศัพท์

ในปี 2000 นั้น Grignon ลาออกและตั้งบริษัทใหม่ของเขาคือ Pixo บริษัทสร้างระบบปฏิบัติการสำหรับโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก ภายหลังแอปเปิลก็เข้าซื้อ Pixo โดยนำซอฟต์แวร์มาใช้ใน iPod รุ่นแรกที่เปิดตัวในปี 2001 และ Grignon ก็ได้กลับมาทำงานที่แอปเปิลอีกครั้ง

Pixo ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของเขา การสร้างระบบปฏิบัติการบนอุปกรณ์ขนาดเล็กต้องเจอทั้งข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์ โค้ดที่ใหญ่เกินไปจะรันไม่ได้ และแบตเตอรี่ก้อนจิ๋วที่จ่ายไฟให้แลปทอปเพียงชั่วครู่ ต้องทำให้อยู่ได้เป็นวัน ๆ ความถนัดของ Grignon ทางด้านนี้ทำให้เขาได้เป็นวิศวกรในโปรเจคลับ iPhone ที่เริ่มต้นในปี 2004

กว่าจะมาเป็น iPhone

  • Jobs พูดถึงการสร้าง iPhone ไว้ตั้งแต่ช่วงเปิดตัว iPod เมื่อปี 2001 คอนเซป iPhone คือพกเครื่องเดียวทำได้ทุกอย่าง ทั้งเช็คอีเมล, โทรศัพท์ หรือฟังเพลง แต่ต้องพบกับข้อจำกัดมากมาย เช่น การเล่นอินเทอร์เน็ตหรือดาวน์โหลดไฟล์เพลงนั้นช้า เพราะข้อจำกัดทางด้านชิพและสัญญาณอินเทอร์เน็ต ส่วนอีเมลก็เจอปัญหาเจ้าตลาดอย่าง RIM (BlackBerry) แอปเปิลเคยถึงขั้นคิดซื้อ Motorola ในปี 2003 แต่ก็ล้มเลิกเพราะเป็นดีลที่ใหญ่เกินไป
  • Jobs ไม่อยากเป็นคู่ค้ากับบริษัทเจ้าของเครือข่าย เพราะอำนาจต่อรองของพวกเขาสูงมาก และสามารถบังคับให้บริษัททำมือถือแบบที่ต้องการได้ แอปเปิลเคยเกือบจะเป็น MVNO (Mobile Virtual Network Operator ผู้ให้บริการเครือข่ายภายใต้ผู้ให้บริการเครือข่ายรายใหญ่อีกที เช่น i-mobile 3GX เป็น MVNO ของ TOT) ของ Sprint แต่สุดท้ายได้เจรจากับ Cingular (ปัจจุบันคือ AT&T) สำเร็จในปี 2006 (อ่านเพิ่มเติม: Steve Jobs เคยถูก AT&T ติงว่าทำไม iPhone ไม่มีคีย์บอร์ด)
  • Tony Fadell หลักสำคัญอีกคนในโปรเจค iPhone เขาเคยเป็นหลักสำคัญในการสร้าง iPod ด้วย (Fadell ลาออกไปก่อตั้งบริษัท Nest ของตนเองในปี 2010) บอกว่า โปรเจคต่าง ๆ ของแอปเปิลมีความไม่แน่นอนอยู่เสมอ แต่โปรเจค iPhone นี้มีความไม่แน่นอนสูงมาก
  • Jobs อยากให้ OS X ดัดแปลงรันบน iPhone ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องน่าปวดหัวมากสำหรับวิศวกร เพราะการรันระบบปฏิบัติการมโหฬารอย่าง OS X บนชิพขนาดจิ๋วอย่าง iPhone ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน โค้ดนับล้านบรรทัดต้องเขียนใหม่ และวิศวกรต้องจำลองความเร็วของชิพและการใช้แบตเตอรี่เอง เพราะกว่าชิพที่ต้องการจะออกมาให้ใช้ได้จริงก็ในปี 2006

steve-jobs-macworld-2007-iphone-multitouch

  • ในเวลานั้นมีมือถือบางรุ่น เช่น Palm Treo ประสบความสำเร็จในการใส่หน้าสัมผัสแบบตรวจสอบแรงกด แต่หน้าจอมัลติทัชยังไม่เคยมีใครใส่เข้ามาในสินค้าได้ เทคโนโลยีสัมผัสแบบแบบ capacitive เริ่มมีงานวิจัยในช่วงปี 1960 ส่วนเทคโนโลยีหน้าจอมัลติทัชแบบ capacitive ก็เพิ่งจะมีงานวิจัยในปี 1980 จึงเป็นความท้าทายครั้งใหญ่เมื่อแอปเปิลจะนำหน้าจอแบบนี้มาใส่ใน iPhone แถมต้องผลิตในปริมาณมาก ๆ เพราะทำตัวต้นแบบก็แพงแล้ว
  • ในปี 2003 วิศวกรแอปเปิลได้หาวิธีนำเทคโนโลยีมัลติทัชใส่ในแท็บเล็ตได้สำเร็จ Joshua Strickon วิศวกรแอปเปิลในโปรเจคนั้นบอกว่าเพราะ Jobs ต้องการอุปกรณ์อ่านอีเมลในห้องน้ำ และโปรเจคนี้ได้หยุดชะงักไปในปี 2004 เพราะตัวโปรเจคมีทิศทางไม่ชัดเจนและหาคนทำต่อไม่ได้
  • Tim Bucher ผู้บริหารระดับสูงของแอปเปิลในตอนนั้นบอกว่า ปัญหาของต้นแบบอีกอย่างคือระบบปฏิบัติการ OS X ที่ออกแบบมาให้ใช้กับเมาส์ ไม่ใช่นิ้วมือ
  • Jobs เรียก Fadell เข้าไปหา เขาเล่นสินค้าต้นแบบหน้าจอประมาณ 10-12 นิ้วและวิจารณ์ต่าง ๆ นานา เช่น มันใหญ่ไป, จะทำโทรศัพท์จากไอ้นี่จริง ๆ หรือ? ตอนนั้น Fadell ยังไม่รู้เรื่องโปรเจคนี้ดีเพราะเขารับผิดชอบด้าน iPod ซึ่งโปรเจคนี้เป็นโปรเจคฝั่ง Mac แต่ Fadell ฉลาดพอที่จะไม่ปฏิเสธ Jobs (การปฏิเสธ Jobs โทษสูงสุดคือไล่ออก) โดย Fadell ทดลอง 2-3 ครั้งกว่าจะพบวิธีที่ลงตัวที่สุดในการทำหน้าจอสัมผัสและผลิตขึ้นมาได้สำเร็จ
  • แอปเปิลไม่มีความรู้ด้านสัญญาณโทรศัพท์เลย แต่ต้องสร้างห้องปฏิบัติการทดลองสัญญาณโทรศัพท์ขึ้นมาเอง ผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งคาดว่าโปรเจค iPhone นี้ใช้เงินไปกว่า 150 ล้านดอลลาร์

ipod-phone

  • ต้นแบบ iPhone ในปี 2005 เป็น iPod ที่มีปุ่มหมุนโทรศัพท์ เหมือนที่ Jobs เล่นมุกตลกโชว์ใน Keynote วันเปิดตัว iPhone และกว่าต้นแบบจะเป็นรูปเป็นร่างคล้ายของจริงที่เปิดตัวก็เป็นต้นแบบรุ่นถัดมา 2006

iphone-original-2007

  • ปัญหาต่อมาคือทีมงานออกแบบ นำโดย Jonathan Ive อยากให้ด้านหลัง iPhone เป็นอลูมิเนียมทั้งชิ้น Jobs ก็เห็นด้วย แต่ต้องเจอปัญหาการรับสัญญาณ ทีมงานออกแบบก็เป็นศิลปินทั้งนั้น ชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ล่าสุดของเขาคือ grade 8 (เทียบเท่า ม.2) แต่พวกเขามีอิทธิพลในบริษัทมาก Grignon และ Rubén Caballero (วิศวกรเสาสัญญาณ) ต้องเชิญ Jobs และ Ive เข้าไปอธิบายในห้องประชุม เขาเจอคำถามจากทีมออกแบบ เช่น “ทำไมเราไม่เจาะช่องเล็ก ๆ เพื่อให้สัญญาณผ่านเข้าไปได้?” ก็ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจให้ได้ว่าเพราะอะไร (ไม่งั้นนักออกแบบจะยืนกรานว่าต้องทำ) เป็นที่มาว่าทำไมด้านหลังของ iPhone รุ่นแรกจึงมีสองสี
  • ทีมงานระดับหัวกะทิของแอปเปิลที่ทุกคนมั่นใจว่าตัวเองเก่ง พอเจอโปรเจค iPhone ที่มีข้อจำกัดและอุปสรรคมากมาย หลายคนจึงเครียดและลาออกจากบริษัทไประหว่างทำโปรเจคหรือหลังจากโปรเจคเสร็จสิ้นแล้ว
  • Jon Rubinstein ผู้บริหารระดับสูงด้านฮาร์ดแวร์ในเวลานั้นเสนอว่าควรทำ iPhone สองขนาด คือ iPhone ขนาดธรรมดากับ iPhone ราคาย่อมเยาว์ แต่ทรัพยากรมีจำกัด ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง iPhone ราคาย่อมเยาว์จึงถูกตัดทิ้ง

ลับสุดยอด

  • โปรเจค iPhone ใช้วิศวกรและนักออกแบบนับร้อยทำงาน 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ พนักงานจะเอาเรื่องโปรเจคลับไปพูดให้ใครฟังไม่ได้ ถ้ารู้ว่าใครไปพูดให้คนอื่นฟัง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือคู่สมรส คนพูดมีสิทธิ์ถูกไล่ออก พนักงานที่ผู้บริหารมองว่าจะดึงตัวมาทำโปรเจคต้องเซ็นสัญญาห้ามเปิดเผยความลับในออฟฟิศก่อนที่จะเริ่มพูดว่าเป็นโปรเจคเกี่ยวกับอะไร และหลังจากนั้นต้องเซ็นสัญญาว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้
  • Scott Forstall รองประธานฝ่าย iOS ที่เพิ่งถูกไล่ออกลาออกจากแอปเปิลในเดือนตุลาคมปี 2012 เล่าว่า Jobs ไม่ต้องการจ้างคนนอกบริษัทมาทำงานด้านส่วนติดต่อผู้ใช้ Forstall จึงหาหัวกะทิในบริษัทมาในห้องทำงานของเขาและบอกว่า “พวกคุณคือคนเก่งในหน้าที่ของคุณ ผมมีโปรเจคอื่นที่ต้องการตัวคุณ อยากให้คุณพิจารณา ผมบอกคุณไม่ได้ว่ามันคืออะไร บอกได้แค่ว่าคุณต้องสละเวลากลางคืนและวันเสาร์อาทิตย์ มันเป็นงานที่หนักกว่างานที่คุณเคยทำมาตลอดชีวิตแน่”
  • การจะติดต่อกับซื้อสินค้าจากบริษัทอื่น ต้องหลอกว่าเอามาทำ iPod รุ่นใหม่ ต้องเขียนแผนผังงานและออกแบบผลิตภัณฑ์ปลอม หรือแม้กระทั่งให้พนักงานปลอมตัวเป็นพนักงานบริษัทอื่นเพื่อไม่ให้รู้ว่าแอปเปิลทำอะไรอยู่
  • คนอื่นนอกจากคนวงในรวมทั้ง Jobs ไม่มีสิทธิ์เข้าห้องทำงานชั้น 1 ที่อาคาร 2 ของ Ive ได้เลย การรักษาความปลอดภัยเข้มงวดมาก ถึงกับมีความเชื่อว่า หากใครที่ไม่ได้รับอนุญาตินำบัตรพนักงานมาแตะเครื่องแสกนบัตร ระบบจะเรียกยามมาลากตัวออกไป
  • โปรเจคนี้ห้ามพนักงานในฝ่ายคุยกันเอง วิศวกรออกแบบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ก็ต้องทดสอบฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ปลอม ส่วนวิศวกรซอฟต์แวร์ก็ต้องทดสอบซอฟต์แวร์บนฮาร์ดแวร์เสมือน (simulator)

งานเปิดตัว

  • แอปเปิลจ่ายเงินเช่าหอประชุม Moscone ทั้งหมด สร้างเป็นแล็บทดสอบ iPhone และห้องพักของ Jobs หน้าประตูมียามเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง ผู้เข้าออกสถานที่ทั้งหมดต้องผ่านการตรวจสอบรายชื่อจาก Jobs ส่วนพนักงานรับเหมาที่แอปเปิลจ้างให้จัดงานนี้โดยเฉพาะต้องนอนค้างในคืนก่อนวันงานเพื่อป้องกันความลับรั่วไหล
  • Jobs ยืนกรานต้องสาธิตสดเท่านั้น จะไม่อัดเทปมาเปิดในงาน เขาซ้อมพรีเซ้นท์ก่อนวันงานติดต่อกัน 5 วัน ทีมวิศวกร iPhone ต้องนั่งดู Jobs ซ้อมด้วย หากผิดพลาด Jobs จะไม่โทษตัวเองแน่ ทีมงานจึงต้องรับมือกับการระเบิดอารมณ์ของเขาโดยจะเจอกับเสียงด่ามาพร้อมคำพูดแรง ๆ เช่น “แกมัน…(คำหยาบ)…ของบริษัทฉัน” หรือ “ถ้าเราเจ๊งกันหมด มันเป็นความผิดของแก”
  • Jobs อยากให้การสาธิตบนเวทีฉายหน้าจอ iPhone บนโปรเจคเตอร์ด้วย สำหรับอุปกรณ์ขนาดเล็ก บริษัททั่วไปก็มักจะมีกล้องวิดีโอด้านหลังฉายขึ้นจอ แต่ Jobs ไม่ต้องการแบบนั้นเพราะมือเขาจะบัง วิศวกรจึงต้องสร้างบอร์ดพิเศษแปะไว้หลังเครื่องและต่อออกไปที่โปรเจคเตอร์
  • ซอฟต์แวร์เสารับสัญญาณ Wi-Fi ของ iPhone ยังไม่เสถียร iPhone ในงานจึงถูกต่อขยายเสาสัญญาณเพื่อให้สัญญาณนิ่ง และต้องเปลี่ยนความถี่ Wi-Fi ทั้งของ iPhone และตัวส่งเป็นความถี่พิเศษของญี่ปุ่นที่ไม่มีอุปกรณ์ใดในอเมริการับได้ เพราะหากใช้คลื่นความถี่มาตรฐาน แม้จะซ่อนเครือข่ายเฉพาะสำหรับ iPhone ไว้ได้ แต่คนที่นั่งอยู่ในหอประชุมนั้นเป็นเซียนคอมพิวเตอร์ทั้งนั้น พวกเขาสามารถแฮกสัญญาณได้และต้องเกิดการผิดพลาดกลางงานแน่

steve-jobs-keynote-iphone-2007

  • Jobs จะโทรออกจริง ๆ ระหว่างสาธิตด้วย AT&T จึงต้องมาตั้งสถานีฐานเคลื่อนที่ (cell tower) ใกล้ ๆ งาน เพื่อให้สัญญาณแรงพอ วิศวกรต้องเขียนโปรแกรมให้หน้าจอแสดงสัญญาณโทรศัพท์เต็ม 5 ขีดตลอดเวลา เพราะโอกาสที่ซอฟต์แวร์เสาสัญญาณจะแครชและรีบู๊ตใหม่ในช่วง 90 นาทีของ Keynote นั้นมีสูงมาก (อ่านเพิ่ม ร้าน Starbucks ที่สตีฟจ็อบส์โทรหาบนเวที ยังได้คำสั่งซื้อลาเต้ 4,000 แก้วจนถึงวันนี้)
  • iPhone มีปัญหาเกี่ยวกับแรม ตัวเครื่องมีแรมแค่ 128MB ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ก็ยังมีขนาดใหญ่และไม่ลงตัว หากใช้ iPhone สักพัก แรมจะเต็มเครื่องจะรีสตาร์ท จึงต้องมีอุปกณ์ไว้สาธิตหลายเครื่อง เพราะหากเครื่องหนึ่งแรมเต็มและรีบู๊ต Jobs จะเปลี่ยนเครื่อง การพรีเซ้นท์จะมีลำดับการโชว์ฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่วางแผนกันมาอย่างดีแล้วว่าจะไม่เจ๊งกลางงาน
  • ในงานเปิดตัว Grignon ซื้อเหล้าสก๊อตมา เหล่าวิศวกรทั้งหลายนั่งลุ้นตอน Jobs สาธิต iPhone หากถึงส่วนรับผิดชอบของใคร คนนั้นก็จะซดเหล้า 1 shot และสุดท้ายงานก็ผ่านไปด้วยดี เป็นการสาธิตที่ดีที่สุดที่เคยมีมา หลังจบงาน Keynote ทีมงาน iPhone ก็ได้เข้าเมืองไปดื่มฉลองจนเมาเลยทีเดียว

ที่มา – The New York Times ผ่าน Blognone