ย้อนมองอดีตการเปลี่ยนผ่านของ Mac เมื่อ Apple เปลี่ยนสถาปัตยกรรมอีกครั้งสู่ Apple Silicon

สำหรับผู้ที่ใช้งาน Apple มีการเปลี่ยนผ่านจากยุคสู่ยุคมาหลายรอบแล้ว และแน่นอนว่ารอบนี้ Apple ประกาศสิ่งสำคัญอีกครั้งในงาน WWDC 2020 ที่ Mac จะเปลี่ยนไปใช้ Apple Silicon หรือชิปที่ Apple ผลิตเอง แทน Intel ที่ใช้งานมานาน 15 ปี

ภาพจาก Apple

แต่จริง ๆ แล้ว Apple เคยผ่านการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญบน Mac มาแล้ว 3 รอบ ตั้งแต่การเปลี่ยนจาก Motorola เป็น PowerPC, Mac OS มาเป็น Mac OS X และ PowerPC มาสู่ Intel ซึ่งการเปลี่ยนผ่านแต่ละครั้งก็มักจะมีเหตุผลเบื้องหลัง ซึ่งวันนี้ทีมงาน MacThai จะนำมาเล่าสู่กันฟังและวิเคราะห์กันว่า อะไรเป็นเหตุผลเบื้องหลังของการเปลี่ยนผ่านชิปจาก Intel สู่ Apple Silicon

Motorola to PowerPC

Macintosh รุ่นแรกเปิดตัวมาพร้อมกับชิปสถาปัตยกรรม Motorola 68000 และเมื่อถึงจุดหนึ่ง Apple จึงตัดสินใจย้ายมา PowerPC ซึ่งตัว PowerPC เกือบทั้งหมดอยู่บน IBM POWER Instruction Set Architecture

PowerPC เป็นความร่วมมือระหว่าง Apple, IBM และ Motorola (เรียกว่า AIM) โดย IBM เป็นผู้พัฒนาหลัก ซึ่งนำสถาปัตยกรรม POWER ที่ใช้กับระบบขนาดใหญ่มาพัฒนาเป็นไมโครโปรเซสเซอร์ และบางส่วนก็นำมาจาก Motorola ซึ่งซีพียู PowerPC ออกสู่ตลาดจริงราว ๆ ปี 1994

การจับมือพัฒนา PowerPC ขึ้นมาก็เพื่อการคานอำนาจกับกลุ่ม Wintel (Windows โดย Microsoft + Intel) โดยตอนนั้น Microsoft เน้น Windows 3.0 ที่แม้จะยังเป็นแค่ GUI ครอบ DOS ไว้ และยังห่างชั้นกับ Apple มาก แต่ก็ถือว่า “เพียงพอ” ต่อการใช้งานแล้ว

Mac OS to Mac OS X

การเปลี่ยนผ่านจาก Mac OS สู่ Mac OS X ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ Apple ต้องเจ็บมาไม่น้อย อธิบายได้คร่าว ๆ คือ Mac OS ก่อนหน้ารุ่น 10 (ที่เรียกกันว่า Mac OS Classics) ใช้ระบบ OS ในรูปแบบของ Apple เอง ในขณะที่ Mac OS X เปลี่ยนมาใช้ระบบพื้นฐานจาก UNIX ของ NeXTSTEP ที่ Apple ได้มาจากการซื้อบริษัทคอมพิวเตอร์ NeXT (พร้อมกับ Steve Jobs)

ดูเหมือนการปรับเปลี่ยนระบบปฏิบัติการจะเป็นเรื่องง่าย เพราะแค่ออกเวอร์ชันใหม่ก็จบ แต่จริง ๆ ไม่ใช่แบบนั้น Mac OS รุ่นก่อนหน้าแทบไม่ได้แชร์โค้ดเบสร่วมกับ Mac OS X เลย ทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ต้องใช้ทรัพยากรสูงมาก

เดสก์ท็อปของ NeXTSTEP ภาพจาก Wikimedia

บน Mac OS X ใช้ API ใหม่ที่ชื่อว่า Cocoa โดยพัฒนาต่อยอดมาจาก OPENSTEP API ซึ่งภาษาหลักที่ใช้เขียนเป็น Objective-C แต่การจะผลักดันให้ทุกคนย้ายมา Cocoa ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ทันที Apple จึงต้องเอาใจนักพัฒนาเต็มที่ด้วยการนำ environment อื่น ๆ ตามมาด้วย เช่น

environment ที่ Apple เอามาลง Mac OS X เสริมจาก Cocoa เพื่อเป็นตัวเลือกให้นักพัฒนานั้นไม่ใช่ native และทำงานช้า แต่เป้าหมายของ Apple ในตอนนั้นคือทำยังไงก็ได้ให้แอปมารันบน Mac OS X ให้มากที่สุด เพราะการที่ Mac OS X จะเกิดได้ต้องมีแอปจำนวนมากพอ แต่ก็พยายามแทงกั๊กด้วยการอัพเดตฟีเจอร์ใหม่ ๆ ให้ Mac OS X โดยให้ความสำคัญกับ Cocoa ก่อน เพื่อเป็นการบีบให้นักพัฒนาแอปบน Mac OS X มาใช้ Cocoa ให้ได้ในระยะยาว

เมื่อประสบความสำเร็จแล้ว Apple ก็ทยอยถอดเทคโนโลยีเหล่านี้ทิ้ง เพราะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป และจะได้นำทรัพยากรไปโฟกัสกับ Cocoa ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลักให้พัฒนาไปได้ไวที่สุด

Bertrand Serlet บนเวทีงาน WWDC 2009

ผู้ที่สมควรได้รับเครดิตในการเปลี่ยนผ่าน Mac OS สู่ Mac OS X เห็นจะเป็น Bertrand Serlet ซึ่งเขาได้ชื่อว่าเป็นพ่อของ Mac OS X โดย Serlet เคยอยู่ NeXT กับ Steve Jobs มาก่อน และย้ายเข้ามาทำงานกับ Apple หลังจาก Apple ซื้อ NeXT เข้ามา

Serlet เคยอยู่ Xerox PARC มา 4 ปี จากนั้นย้ายมาอยู่ NeXT และพัฒนา NeXTSTEP และเข้ามาทำงานที่ Apple หลังจากที่ซื้อ NeXT เข้ามา และเขาก็โด่งดังจากการขึ้นคีย์โน้ตเปิดตัว Mac OS X หลายเวอร์ชัน และด่า Windows อีกหลายครั้ง

Serlet ลาออกจาก Apple ในเดือนมีนาคมปี 2011 โดยเขาหันไปทำสตาร์ทอัพของตัวเองชื่อ Upthere ซึ่งภายหลังได้รวมเข้ากับ SanDisk และบริการนี้ก็ยกเลิกไปตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา – Apple Fandom

Paul Otellini อดีตซีอีโอ Intel มอบแผ่นเวเฟอร์ให้ Steve Jobs

PowerPC to Intel

การเปลี่ยนสถาปัตยกรรมล่าสุดของ Apple คือการเปลี่ยนจากสถาปัตยกรรม PowerPC ไปสู่ Intel โดยตอนนั้น Steve Jobs ระบุว่า Apple ต้องการเพิ่มฟีเจอร์บน Mac แต่ไม่มีและไม่ได้อยู่ในโร้ดแมปของ PowerPC ทำให้ Apple ตัดสินใจแยกทางกับ PowerPC ไปหา Intel โดยมี Paul Otellini ซีอีโอ Intel ในตอนนั้นมาเป็นผู้มอบเวเฟอร์ให้ Steve Jobs ในงาน WWDC 2005

ปัญหาสำคัญของ PowerPC คือเรื่องพลังงาน ตัวอย่างเช่น PowerPC G5 กินพลังงานและสร้างความร้อนสูงมาก ไม่สามารถเข้ากับแล็ปท็อปหรือเดสก์ท็อปขนาดเล็กต้องการชิปที่กินพลังงานต่ำกว่านี้ คือไม่มีใครสงสัยในประสิทธิภาพของ PowerPC แต่การที่ชิปชุดนี้กินพลังงานจนไม่เหมาะกับการใช้บนแล็ปท็อปถือเป็นประเด็นที่น่ากังวลมาก เพราะช่วงนั้นเทรนด์แล็ปท็อปกำลังมาแรง

WWDC 2005

ตอนนั้น Apple มีเป้าหมายพัฒนาแล็ปท็อปให้ก้าวหน้าไปมากกว่านี้ แต่กลับติดข้อจำกัดเรื่องชิปที่ PowerPC ไม่ยอมไปด้วย ทำให้ Apple ต้องเลือกที่จะหันไปหา Intel ที่ตอนนั้นมีประสิทธิภาพต่อพลังงานดีกว่าแทน ซึ่งเราก็จะเห็นแล้วว่า การเลือกทางเดินของ Apple ครั้งนี้ถูกต้อง เพราะปัจจุบัน ยอดขายของ Mac เกินครึ่งมาจากกลุ่มสินค้าประเภทแล็ปท็อป

นอกจากเรื่องทิศทางการพัฒนาสินค้าแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้คือ Apple ไม่สามารถตกลงราคา PowerPC กับ IBM ได้ ทำให้ทั้งสองบริษัทตัดสินใจแยกทางกันเดิน

จุดสำคัญที่ Apple เปลี่ยนมาเป็น Intel คือทำให้ Mac สามารถรัน Windows ได้แบบเนทีฟผ่าน Boot Camp พร้อมทั้งมีไดรเวอร์ให้ Windows เท่ากับ Windows สามารถรันบน Mac ได้เต็มตัวตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

ในการเปลี่ยน PowerPC ที่สำคัญอีกอย่าง Apple ก็ได้เปลี่ยนชื่อสินค้าตระกูล Mac ของตัวเองด้วย เช่น

  • PowerBook เป็น MacBook Pro
  • iBook เป็น MacBook
  • PowerMac เป็น Mac Pro

Intel to Apple Silicon

ในรอบการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ Apple เลือกใช้ Apple Silicon ซึ่งเป็นศัพท์เรียกชิปที่ Apple ผลิตเอง (จากข่าวจะไม่เห็นคำว่า ARM เลย) และการเปลี่ยนผ่านทุกครั้งย่อมมีเหตุผล เมื่อเป็นการเปลี่ยนผ่านอีกครั้งในรอบ 15 ปี Apple ก็มีเหตุผลสำคัญในการเลือกชิป Apple Silicon ครั้งนี้

ผู้ใช้ Mac ยิ่งโดยเฉพาะที่ใช้มาตั้งแต่ยุคก่อน Apple เปิดตัว iPhone อาจจะมองว่าปัจจุบัน Apple ให้ความสำคัญกับ iPhone มากกว่าจนทำให้ Mac ซึ่งอดีตเป็นผลิตภัณฑ์สร้างชื่อให้ Apple ถูกทอดทิ้ง ซึ่งก็จริงเพราะ iPhone สร้างรายได้ให้ Apple สูงมาก ครึ่งหนึ่งของรายได้ Apple เป็นรายได้จาก iPhone ติดต่อกันหลายปี การที่ Apple จะลงทุนเยอะ ๆ ให้ผลิตภัณฑ์สร้างรายได้อันดับ 1 ของบริษัทก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติ

และเมื่อเรามองไปที่ผลิตภัณฑ์ของ Apple ทั้งหมด เราจะเห็นว่าทั้ง iPhone, iPad, Apple Watch, Apple TV, AirPods และอื่น ๆ ล้วนใช้ชิปที่ Apple ผลิตเองทั้งหมดโดย custom ตามความต้องการที่แตกต่างกันของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท ดังนั้น Apple สามารถแชร์สถาปัตยกรรมร่วมกันระหว่างชิปเหล่านี้ได้ ไม่มากก็น้อย

แต่คงเหลือเฉพาะ Mac ที่ยังคงใช้ชิป Intel เท่ากับว่าถ้า Apple อยากจะเพิ่มฟีเจอร์เข้าไปในสถาปัตยกรรมของตัวเอง และฟีเจอร์นั้นไม่สามารถเพิ่มให้ Mac ได้ (เพราะติด Intel) Apple ก็คงเลือกที่จะไปด้วยการพัฒนาชิปโคโปรเซสเซอร์แบบวางข้าง ๆ ชิป Intel แทน อย่างเช่น Apple T2 บน Mac ที่ทำให้ใช้ฟีเจอร์ Hey Siri ได้ หรือไม่งั้นก็ทิ้งให้ Mac ตกรถไปเลย

ทั้งสองวิธีที่อธิบายมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกพัฒนาโคโปรเซสเซอร์เอง หรือปล่อยให้ Mac ตกรถก็ไม่ใช่ผลดีทั้งนั้น แต่ทางที่ดีที่สุดคือ นำ Mac เข้ามาแชร์สถาปัตยกรรมร่วมกับอุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อให้ทุกแพลตฟอร์มภายใต้ ecosystem ของ Apple อยู่ภายใต้การควบคุมของ Apple เหมือนกัน ก้าวต่อไปได้พร้อม ๆ กัน ให้ Mac เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดียิ่งขึ้นไปพร้อม ๆ กันกับผลิตภัณฑ์อื่นของ Apple

ภาพจาก Apple

เราไม่ทิ้งกัน

Apple พัฒนาชิปด้วยตัวเองมาแล้ว 10 ซีรีส์ ตั้งแต่ Apple A4 บน iPhone 4 พอมาเป็น iPad เป้าหมายที่ Apple ต้องการก็คือประสิทธิภาพกราฟิกดียิ่งขึ้น จากการพัฒนา iPad รุ่นที่ 3 พร้อมหน้าจอ Retina Display จึงเริ่มต้นสร้างชิปที่กราฟิกดียิ่งขึ้นบน A5X หรือแม้กระทั่ง Apple Watch ที่ต้องการประสิทธิภาพด้านพลังงานสูงสุด Apple ก็ต้องออกแบบชิปของตัวเอง ซึ่ง Apple ก็ทำมาแล้วทั้งหมด

การออกแบบชิปเอง ทำให้ Apple พัฒนาเทคโนโลยีที่ต้องการได้เอง ไม่ว่าจะเป็น Secure Enclave, Image Processing, Neural Engine และอื่น ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถอินทิเกรตกับซอฟต์แวร์ของตัวเองเพื่อรีดประสิทธิภาพสูงสุด

เท่ากับว่า Apple มีประสบการณ์เรื่องชิปมาแล้วอย่างช่ำชอง ตามปรัชญาที่ Apple ทำมาแต่ต้น คือฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สร้างมาเพื่อกันและกัน จากการลงทุนทั้งเงินและเวลาไปเยอะก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าชิปของ Apple นำมาซึ่งความได้เปรียบในด้านการพัฒนาฟีเจอร์ที่ทำให้ Apple ไม่ต้องไปยืมจมูกใครหายใจอีก และจะนำสิ่งเหล่านี้กลับมาสู่ Mac เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเดินหน้าไปพร้อม ๆ กัน

ถ้าอธิบายด้วยคำพูดง่าย ๆ คือช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา หลังจากเปิดตัว iPhone แล้ว Mac กลายเป็นผลิตภัณฑ์ถูกทอดทิ้ง การเปลี่ยนผ่านจาก Intel สู่ Apple Silicon นั้น Apple กำลังจะบอกผู้ใช้ Mac กลาย ๆ ว่า “เราไม่ทิ้งกัน

ภาพจาก Apple

ในเชิงเทคนิค

เรามาพูดถึงเรื่องในเชิงเทคนิคกันบ้าง Apple ระบุว่าถ้าเป็น Mac ที่ใช้ Intel ทั้งซีพียูและจีพียูจะใช้เมมโมรี่แยกกัน ส่งข้อมูลกันผ่านบัส และมี Apple T2 เป็นโคโปรเซสเซอร์ที่ Apple จะเพิ่มฟีเจอร์บางอย่างเข้าไปตามต้องการ

แต่ถ้าเป็น Apple Silicon ทั้งหมดจะรวมอยู่ในชิปเดียวหรือเรียกว่า SoC (System on a Chip) ที่ซีพียูและจีพียูใช้เมมโมรี่ก้อนเดียวกัน ลด overhead ที่เกิดจากการส่งข้อมูลผ่านบัส

นอกจากนี้ Apple Silicon ยังเปิดอิสระในการดีไซน์ให้ Apple เอง ยกตัวอย่างเช่น ซีพียูแบบมัลติคอร์ แม้ว่า Intel จะทำให้ Mac รันซีพียูแบบมัลติคอร์ได้ แต่ซีพียูของ Apple Silicon เป็นมัลติคอร์อสมมาตร (asymmetric) สามารถทำให้แต่ละคอร์ไม่เท่ากันได้ และ macOS จะเลือกคอร์ที่เหมาะสมในการประมวลผลแต่ละงานให้ ในขณะที่ Intel ทำซีพียูแบบสมมาตรที่แต่ละคอร์เท่ากัน จึงทำให้ Apple Silicon ประหยัดพลังงานมากกว่าซีพียู Intel

จริง ๆ แล้ว Intel ก็เริ่มพัฒนาซีพียูแบบอสมมาตรบ้าง แต่อาจจะไม่ใช่แบบที่ Apple คาดหวังไว้ และยังมีฟีเจอร์ที่ Apple ต้องการอีกมาก และ Apple ก็ใหญ่พอแล้ว จึงแยกทางออกมาทำเองดีกว่า

แม้ว่า clock speed (ที่วัดกันเป็นหน่วย GHz) จะเป็นตัวบ่งชี้ความเร็วของซีพียูได้ดี แต่จริง ๆ แล้วนั่นก็ยังไม่ใช่ทั้งหมดของซีพียู เพราะซีพียูทั่วไปจะนิยมทำงานประเภท general-purpose ที่อาจจะประมวลผลโดยรวมได้ดี แต่ Apple พยายามดีไซน์ส่วนต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้งานบ่อย ๆ เข้าไปในชิปเพื่อลดขั้นตอนการประมวลผลแทนที่จะใช้ชิปทั่วไปที่ทำงานได้ทุกอย่าง ผลลัพธ์ที่ได้คือทำให้ชิปของ Apple ให้ประสิทธิภาพต่อพลังงานสูงสุด

Universal 2, Rosetta 2, Virtualization และการรันแอป iOS บน Mac ภาพจาก Apple

ทำอย่างไรการเปลี่ยนผ่านถึงจะราบรื่น

Apple ผ่านการเปลี่ยนผ่านมาหลายรอบแล้ว และการเปลี่ยนผ่านแต่ละครั้งก็ดูเหมือนจะไม่ง่าย ครั้งนี้ Apple เลือกเปลี่ยนผ่านที่มุมสถาปัตยกรรมที่เราคงจะต้องเทียบกับการเปลี่ยนผ่านจาก PowerPC สู่ Intel ที่ดูเหมือนจะไม่ยากเท่ากับการเปลี่ยน Mac OS มาเป็น Mac OS X ที่มรดกการเปลี่ยนผ่านยังอยู่นานกว่าแม้จะเริ่มก่อนหลายปีก็ตามที

วิธีการเปลี่ยนผ่าน คือ Apple จะออกเครื่องมือคอมไพล์โค้ดของแอปให้ใช้งานกับสถาปัตยกรรมได้ทั้ง Intel และ Apple Silicon เรียกว่า Universal 2 เพราะโดยปกติแล้ว โค้ดของแอปมักจะเขียนในรูปแบบ API ของ OS โดยตรง ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่เรื่องยาก

ปัญหาจะเกิดกับโค้ดที่เขียนมาอิงสถาปัตยกรรมโดยตรง, ไลบรารีประเภทพรีคอมไพล์ (ที่นำมาคอมไพล์ใหม่ไม่ได้แล้ว) หรือโค้ดที่เข้าไปเรียกถึงไลบรารีบางอย่างที่มีเฉพาะสถาปัตยกรรมนั้น ๆ ถือเป็นปัจจัย out of control ที่ขึ้นกับสถาปัตยกรรมไปแล้ว แต่จุดนี้ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญมาก เพราะ Apple ออก guideline ให้นักพัฒนาค่อนข้างดี ไลบรารี native มีให้ค่อนข้างครบถ้วน รวมถึงความสามารถในการผลักดันจาก Apple เองที่ทำให้ผู้ออกไลบรารีนอกจาก Apple รายใหญ่ ๆ ก็มักจะเลือกใช้ guideline นี้เช่นกัน ทำให้นักพัฒนาที่นำไลบรารีสำคัญ ๆ ไปใช้ไม่ต้องรับความเสี่ยงมาก

คงเหลือแต่ผู้ที่เขียนโค้ดที่ไม่ได้เป็นไปตาม guideline จริง ๆ ที่อาจจะต้องรับความเสี่ยงและเจ็บตัวหนักหน่อย

Rosetta ในงาน WWDC 2005

แต่ปัญหาก็ยังเกิดกับบางแอปที่คอมไพล์โค้ดมาเป็นแอปแล้ว มีคนใช้อยู่ แต่ไม่มีคนพัฒนาแล้ว (โค้ดหาย, บริษัทล้มละลาย, เวอร์ชันใหม่ทดแทนไม่ได้ และอื่น ๆ) ซึ่งวิธีแก้ปัญหาคือ Apple เพิ่ม Rosetta 2 เป็นเครื่องมือสำหรับ translate โค้ดที่เขียนเป็น Intel มาเป็น Apple Silicon โดยชื่อ Rosetta ก็เคยถูกใช้มาแล้วในเครื่องมือ translate โค้ดจาก PowerPC มาเป็น Intel

Apple ระบุว่าการเปลี่ยนจาก Intel สู่ Apple Silicon ไม่ได้ยากเท่า PowerPC เป็น Intel โดยยกตัวอย่างเรื่องการสลับตำแหน่งไบต์ คือ Intel และ Apple Silicon เป็น little endian ทั้งคู่ ในขณะที่ PowerPC เป็น big endian

ดังนั้นการรันโค้ด PowerPC บน Intel จะต้องสลับตำแหน่งตัวเลขจากหน้าไปหลัง แต่การนำโค้ด Intel มารันบน Apple Silicon ไม่ต้องทำแบบนี้

อย่างไรก็ดี นี่ก็คือการเปลี่ยนสถาปัตยกรรมที่ไม่ได้เหมือนกัน 100% บางชุดคำสั่งของซีพียู Intel อาจจะทดแทนด้วยคำสั่งของ Apple Silicon ได้ทั้งหมด บางส่วนอาจจะต้องเขียนขึ้นมาให้ซัพพอร์ต (เช่นเพจไซส์ของ Intel ขนาด 4kB ส่วน Apple Silicon ขนาด 16kB) แต่บางชุดคำสั่งก็ไม่สามารถทดแทนได้ หรืออย่างโค้ดประเภท Virtualization บน Intel นั้น Apple บอกชัดเจนเลยว่า Rosetta 2 ไม่ซัพพอร์ต

Rosetta 2 เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเปลี่ยนผ่านเท่านั้น ซึ่งน่าจะถูกถอดออกจาก Mac ในระยะเวลาที่เหมาะสมต่อไป

Linux และ Docker รันบน Apple Silicon

Virtualization เป็นระบบที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้รันแอปอื่น ๆ ได้ เพราะนักพัฒนาจำนวนมากยังต้องการใช้ environment สำหรับการพัฒนาแอปที่ไม่ใช่ Mac อย่างเช่น Linux หรือ Docker โดยเฉพาะ Docker ที่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญมาก ๆ ของการพัฒนาแอปแบบคอนเทนเนอร์สำหรับรันบนเซิร์ฟเวอร์ในยุคปัจจุบัน

Apple ยืนยันถึงความง่ายในการเปลี่ยนสถาปัตยกรรมว่า เดโมทั้งหมดของ macOS Big Sur ที่เห็นในงาน WWDC 2020 เป็น Mac ที่รันบน Apple Silicon และแอปพื้นฐานบน macOS ทั้งหมดผ่านการคอมไพล์ให้รันแบบเนทีฟบน Apple Silicon แล้ว ส่วน Final Cut หรือ Logic ที่เป็นแอประดับโปรของ Apple เอง ก็พร้อมรันบน Apple Silicon ภายในวันแรกที่ Mac รุ่นที่ใช้ Apple Silicon เปิดตัว

ส่วนนักพัฒนาภายนอก ตอนนี้ Apple ร่วมมือกับ Adobe และ Microsoft เพื่อนำแอป Creative Cloud กับ Office มารันบน Apple Silicon ด้วยเช่นกัน

สุดท้ายคือ เนื่องจาก Mac ใช้ Apple Silicon ดังนั้นแอปบน iOS จึงนำมารันบน Mac ได้ทันที Apple ระบุว่าแอปเกือบทั้งหมดของ iOS สามารถรันบน Mac ที่ใช้ Apple Silicon ได้โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม โหลดแอปจาก App Store บน Mac แล้วเปิดใช้งานได้ทันที

WWDC 2005

ไทม์ไลน์การเปลี่ยนผ่าน

เรามาลองดูตามไทม์ไลน์นี้การเปลี่ยนผ่านสู่ Intel ซึ่งน่าจะนำมาอ้างอิงได้ในระดับหนึ่ง

  • Apple ประกาศเปลี่ยนสู่ Intel ในงาน WWDC เดือนมิถุนายน 2005
  • Mac และ Mac OS X 10.4.4 Tiger ที่รองรับชิป Intel ออกเดือนมกราคม 2006
  • Apple ประกาศ PowerMac (Mac Pro) และ Xserve เป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มสุดท้ายที่เปลี่ยนจาก PowePC เป็น Intel ในเดือนสิงหาคม 2006
  • Mac OS X 10.6 Snow Leopard เป็น Mac OS X รุ่น Intel-only เลิกซัพพอร์ต PowerPC อย่างเป็นทางการ ออกในเดือนสิงหาคม 2009
  • Mac OS X 10.7 Lion ถอด Rosetta ออกในเดือนกรกฎาคม 2011

เท่ากับว่า Apple ใช้เวลาราว 6 ปีในการเปลี่ยนผ่านจาก PowerPC สู่ Intel ตั้งแต่ประกาศสู่สาธารณชนครั้งแรก จนถึงวันที่ถอดอุปกรณ์ทิ้ง แต่ปัจจุบัน Apple สามารถควบคุม environment ในการพัฒนาแอปบน Mac ได้มากกว่าแต่ก่อน ดังนั้นเวลาที่ใช้อาจไม่ได้มากเท่ากับครั้งนั้นก็เป็นได้

สรุป

จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น Apple ก็คงตัดสินใจมาดีแล้วว่าจะเลือก Apple Silicon เพราะประสิทธิภาพต่อพลังงานจากชิปที่ Apple ทำเองก็ถือว่าไม่น้อยหน้าใครอีกต่อไปแล้ว รวมถึงทำให้ Apple เลือกใส่ฟีเจอร์ต่าง ๆ เข้าไปในชิปเองได้อย่างอิสระ ที่จะทำให้การพัฒนา Mac ไปได้ไกลยิ่งขึ้น

ทีนี้เราก็ต้องมารอดูกันต่อไปว่า เมื่อนำชิป Apple Silicon มารัน macOS แล้ว Apple จะทำได้ดีตามที่อธิบายไว้หรือไม่ และทิศทางผลิตภัณฑ์ของ Apple จะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต เรื่องนี้ต้องคอยติดตามกันต่อไป

เรียบเรียงโดย
ทีมงาน MacThai

เรียบเรียงจาก

  • iMore
  • Blognone
  • PowerPC – Wikipedia
  • AIM Alliance – Wikipedia
  • EveryMac
  • ข้อมูลวิชา 204323 สถาปัตยกรรมไมโครโปรเซสเซอร์ โดย รศ.ยืน ภู่วรวรรณ จัดทำโดย ศิโรดม ศรีเจษฎารักข์, ยุทธภูมิ ภู่ไพบูลย์ และธีรพัทธ์ วรรณาชัยสิทธิ์ สืบค้นจาก cpe.ku.ac.th