10 สิ่งที่พลาดพลั้งของ Apple แห่งทศวรรษที่ผ่านมา (2010-2019)

คนเราทุกครั้งย่อมทำอะไรผิดพลาดมาบ้าง Apple ก็เกิดจากมนุษย์ที่ร่วมกันสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชั้นยอดขึ้นมา และแน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะประสบความสำเร็จไปซะทั้งหมด Apple เองก็ผิดพลาดเป็น

บทความ 10 สิ่งที่พลาดพลั้งของ Apple ในครั้งนี้ ทีมงาน MacThai รวบรวมสิ่งที่คิดว่า Apple ได้พลาดพลั้งไปในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา (2010-2019) มาให้ได้รับชมกันในช่วงที่เราเพิ่งจะเริ่มทศวรรษใหม่ (ตามปีคริสตศักราช) ซึ่งจะเห็นได้ว่า Apple ไม่ได้พลาดแล้วปล่อยพลาดไปเปล่า ๆ เพราะหลายครั้ง Apple ก็เรียนรู้จากความผิดพลาดและกลับไปปรับปรุงให้ดีกว่าเดิม

iPhone 4 หลุดมาทั้งเครื่อง!

ภาพจาก Gizmodo

เริ่มจากช่วงต้น ๆ ของยุคนี้ การเปิดตัว iPhone 4 ในครั้งนั้นถือเป็นข่าวใหญ่มากเพราะ Apple เลือกที่จะปรับดีไซน์ใหม่อีกครั้งหลังจากที่ใช้ดีไซน์เดิมมาใน iPhone 3G และ iPhone 3GS และ Apple ก็เก็บความลับไว้เป็นอย่างดีมาก ไม่มีใครเคยเห็น iPhone โฉมใหม่แบบตัวเป็น ๆ เลย

จนกระทั่ง พนักงาน Apple คนหนึ่งไปเที่ยวบาร์และปล่อย iPhone 4 เครื่องต้นแบบหลุดออกมาจนได้ จากนั้นก็มีคนเก็บได้และนำไปขายจนถึงมือบรรณาธิการของเว็บไซต์ Gizmodo ซึ่งเอามารีวิวจนเรื่องถึงหู Steve Jobs ที่ทำให้เขาต้องโทรศัพท์สายตรงไปขอเครื่องต้นแบบคืนเลยทีเดียว

ในครั้งนั้น Gizmodo ทำ Steve Jobs โกรธจัดมาก จนทำให้เมื่อมีการจัดงานใด ๆ ตั้งแต่ WWDC 2010 ก็จะส่งคำเชิญสื่อหลาย ๆ บริษัทเหมือนเดิมแต่ยกเว้น Gizmodo ไว้ และเริ่มหันมาเชิญ Gizmodo อีกครั้งหนึ่งในปี 2014 หรือผ่านมาราว 4 ปีให้หลัง

ตอนนี้การรักษาความลับของ Apple ต่อ iPhone นั้นอาจจะดูด้อยลงบ้าง เนื่องจาก Apple ต้องยอมแลกกับซัพพลายเชน เพราะต้องผลิตสินค้าให้ทันขาย แต่การรักษาความลับด้านอื่น ๆ ของ Apple ที่สามารถควบคุมสายการผลิตเองได้ รวมถึงฝั่งซอฟต์แวร์นั้นถือว่ายังดีมาก และบทเรียน iPhone 4 คงจะทำให้ Apple จำไปอีกนาน

iPhone 4 สัญญาณดับ

iPhone 4 ภาพจาก Apple – iPhone 4 (Wayback Machine)

iPhone 4 เปิดตัวในงาน WWDC 2010 ซึ่งมาพร้อมกับดีไซน์เสาสัญญาณรอบตัวเครื่องที่ Steve Jobs ภูมิใจกับวิศวกรรมเสาสัญญาณแบบใหม่นี้มาก แต่การออกแบบเสาสัญญาณนี้อาจไม่ได้ถูกทดสอบอย่างดีพอ เมื่อผู้ใช้จับเครื่องโทรศัพท์ในท่าปกติที่ใช้เพื่อโทร จึงมีปัญหาสัญญาณโทรศัพท์ดับ

แม้ว่าสัญญาณดับจะเป็นปัญหาใหญ่มาก แต่แก้ปัญหาแบบชั่วคราวได้เพียงใส่เคสเท่านั้น ทำให้ Apple ต้องแก้เกี้ยวด้วยการแจกเคส Bumpers ฟรีให้ผู้ใช้ iPhone 4 ทำให้หลาย ๆ คนที่ชอบใช้ iPhone โดยไม่ใส่เคสอาจจะไม่ค่อยชอบใจเท่าไรนัก

หลังจากนั้น ผ่านไป 1 ปี Apple ก็เปิดตัว iPhone 4s ที่แม้จะใช้เสาสัญญาณในรูปแบบเดียวกัน แต่ได้แก้ปัญหานี้ไปแล้วบางส่วน คือหากจับโทรศัพท์ที่ส่วนเสาสัญญาณรอบตัวเครื่อง จะยังพบปัญหาสัญญาณดับอยู่ แต่หากจับในท่าที่ใช้ในการโทรจริง ๆ ก็แทบจะไม่พบปัญหานี้อีกแล้ว

HomePod

HomePod เป็นสินค้ากลุ่มสมาร์ทโฮมของ Apple ที่เปิดตัวมาเป็นลำโพง หวังจะสู้คู่แข่งอย่าง Amazon Echo และ Google Home แต่ด้วยความสามารถของ Siri ที่เทียบไม่ติดเลยกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ อย่าง Alexa หรือ Google Assistant รวมถึง HomeKit ก็ยังมีอุปกรณ์น้อยและแพงมาก ก็ทำให้ HomePod ซึ่งอยู่ภายใต้ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ก็นับได้ว่ายอดขายกลับสู้ผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งในระดับราคาใกล้เคียงกันไม่ได้เลย

บทเรียนจาก HomeKit และ HomePod ครั้งนี้ ก็ทำให้ Apple และผู้พัฒนาสินค้า IoT รวมถึงสมาร์ทโฮมรายอื่นเริ่มจับมือกันเพื่อสร้างมาตรฐานกลางของผลิตภัณฑ์เหล่านี้แล้ว นับว่าเป็นข่าวดีที่อาจจะเห็น Apple พัฒนาสินค้าในกลุ่มนี้ออกมาอีกในอนาคต

Butterfly Keyboard

ซิลิโคสกันฝุ่นในคีย์บอร์ด MacBook Pro 2018

คีย์บอร์ดแห่งความภาคภูมิใจของ Apple ที่เปิดตัวมาพร้อม MacBook Pro ปี 2016 แต่สุดท้ายแล้ว Apple ก็พบปัญหากับการดีไซน์คีย์บอร์ดรุ่นนี้มากมาย ผู้ที่ใช้งานต้องส่งเคลมกันเป็นจำนวนมาก แม้ว่า Apple จะพยายามแก้เกี้ยวอย่างเช่นใส่ซิลิโคนเข้ามาเพื่อกันฝุ่นเพิ่มเติมก็ไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาถาวร เพราะเมื่อฝุ่นเข้าไปแล้ว คีย์บอร์ดจะติดขัด และการซ่อมก็ยากมาก ๆ

สุดท้ายปี 2019 นั้น Apple ก็เปิดตัว MacBook Pro 16 นิ้วที่เลิกใช้คีย์บอร์ดดีไซน์นี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กลับไปใช้ Scissor แบบก่อนหน้านี้ที่ไม่มีปัญหาด้านกลไก แถมยังซ่อมง่ายกว่าแทน

3D Touch

3D Touch เป็นเทคโนโลยีที่ Apple ใส่มาครั้งแรกใน iPhone 6s คือจอสัมผัสของ iPhone จะสามารถแยกแยะแรงกดได้ว่าหนักหรือเบา ซึ่งเทคโนโลยีนี้ต่อยอดมาจาก Force Touch บน Apple Watch และ Trackpad ของ MacBook เพื่อเพิ่มลูกเล่นให้ iPhone สามารถทำงานได้หลากหลายมากขึ้น

แต่ในมุมมองผู้ใช้งานแล้ว 3D Touch อาจจะใช้ยากไปหน่อย แถม 3D Touch ไม่ได้ต่างจากการกดค้างมากนัก รวมถึงการกะแรงเมื่อกด 3D Touch อาจจะไม่สะดวกสำหรับใครหลาย ๆ คน จึงทำให้เทคโนโลยีนี้อาจไม่นิยมเท่าที่ควร

เทคโนโลยี 3D Touch เริ่มมาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อ Apple ทดลองใช้ Haptic Touch ใน iPhone XR และ iOS 12 แล้ว สุดท้าย iPhone 11, 11 Pro รวมถึง 11 Pro Max ทุกรุ่น Apple ก็ตัด 3D Touch ทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย เพราะจริง ๆ แล้ว Haptic Touch ก็เป็นเพียงการกดค้างธรรมดาและมี Haptic Feedback (การสั่น) ตอบกลับมาเท่านั้นเอง

แม้ว่า 3D Touch จะหายไปจาก iPhone แล้ว แต่สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่บน iPhone ก็คือ Taptic Engine ระบบสั่นแบบใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาคู่กับ 3D Touch ที่ให้การตอบสนอง Haptic Feedback ที่ฉับไวและควบคุมการทำงานได้ง่าย ต่างกับการตอบสนองแบบมอเตอร์ที่ช้าและควบคุมการทำงานได้น้อยกว่า

AirPower

สินค้าชิ้นนี้จะเรียกว่าเป็นความเฟลขั้นสุดยอดเลยก็ว่าได้ เพราะ Apple เปิดตัวมาอย่างดิบดี โชว์ความเจ๋งของ AirPower ว่าวางไว้ตรงไหนก็สามารถชาร์จได้ มีสถานะการชาร์จของอุปกรณ์แสดงบน iPhone ด้วย แม้ว่าด้วยราคาที่แพงหากเทียบกับที่ชาร์จไร้สายอื่น ๆ แต่ฟีเจอร์ของแท่นชาร์จก็ทำให้คนสนใจได้มาก

แต่แล้ว Apple ก็ปล่อยให้คนที่จ้องจะซื้อรอแล้วรออีก ผ่านไปเป็นปี จนมีรายงานออกมาว่า Apple เริ่มพบปัญหาในการออกแบบอุปกรณ์ชิ้นนี้ โดยเฉพาะปัญหาสนามแม่เหล็กกวนกัน ซึ่งเป็นปัญหาทางฟิสิกส์ที่ Apple ก็หาทางแก้ไม่ได้ ในที่สุด Apple ก็ยอมแพ้ ประกาศ “ไม่ขาย” AirPower แล้ว ขายแค่ AirPods แบบชาร์จไร้สายที่โชว์ครั้งแรกพร้อม AirPower เท่านั้นเอง

Apple Watch Edition ทองคำ

Apple เคยพยายามเข้าสู่ตลาดนาฬิกาหรูหราเมื่อตอนเปิดตัว Apple Watch ครั้งแรกด้วยการเปิดตัวซีรีส์ Apple Watch Edition เป็นตัวเรือนที่ทำจากทองคำแท้ที่เริ่มต้นด้วยราคาเกือบ 4 แสนบาท แถมยังมีการเปิด Apple Watch Shop ตามห้างหรูหลาย ๆ แห่ง และยังมีการโปรโมต Apple Watch ทองคำอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

แต่ผ่านไปเพียงปีเดียว Apple Watch ทองคำก็ถูกลืมเลือน และ Apple ก็เลิกขายไปเลย และตอนนี้ Apple Watch Shop ก็ปิดตัวไปหมดแล้ว

แม้ความพยายามโปรโมตนาฬิกาให้เป็นสินค้าหรูหราของ Apple จะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ ​Apple ก็เริ่มจับทางถูก หันมาทำ Apple Watch Edition เซรามิก ไปจนถึงนาฬิกาสปอร์ตอย่าง Apple Watch Nike+ หรือนาฬิกาแฟชั่นอย่าง Apple Watch Hermès ซึ่งก็ให้ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจมากเลยทีเดียว

MacBook

MacBook เป็นชื่อที่ Apple เลือกกลับมาตั้งให้โน้ตบุคอีกครั้ง โดยครั้งสุดท้ายที่ใช้เป็น MacBook สีขาวพลาสติกยูนิบอดี้ที่เปิดตัวครั้งสุดท้ายในปี 2010 และเลิกขายในอีกไม่กี่ปีหลังจากนั้น และ Apple ก็กลับมาใช้ชื่อ MacBook กับแล็ปท็อปที่ออกมาในปี 2015

ตอนเปิดตัว MacBook นั้น Apple ตั้งใจว่าจะให้เป็นการฉีกแนวดีไซน์ครั้งใหญ่ ตั้งแต่เป็น MacBook ที่ไม่มีพัดลม, ใช้คีย์บอร์ด Butterfly ซึ่งเป็นดีไซน์ใหม่ (ที่มีปัญหาตามมาอีกมาก), Force Touch Trackpad และพอร์ต USB-C เพียงพอร์ตเดียวเท่านั้น เน้นการเชื่อมต่อแบบไร้สายเป็นหลัก และราคาที่แพงหูฉี่

การกลับมาของ MacBook ครั้งนี้มีอายุไม่ยืนยาวนัก เพราะออกมาเพียง 3 รุ่นและในปี 2019 นั้น Apple ก็เปิดตัว MacBook Air ที่หั่นราคาลงมาจากปีก่อนมาก พร้อมกับการจากไปของ MacBook

หลายคนอาจจะมองว่า MacBook เป็นความล้มเหลวของ Apple ที่ไม่น่าจะขายออกและการยุบไปก็ดูสมเหตุสมผลแล้ว แต่สำหรับ Apple แล้ว ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้อาจไม่ได้ตั้งใจทำเพื่อขาย แต่เพื่อเป็นการทดลองแนวคิดใหม่ ๆ ที่ทุกวันนี้ยังคงปรากฏอยู่บน MacBook Pro และ MacBook Air รุ่นปัจจุบัน

iTunes Ping

iTunes Ping คือความพยายามในการสร้าง Social Network ของ Apple ซึ่งเปิดตัวมาในปี 2010 โดยการเปิดตัวครั้งนี้คือ Apple ต้องการสร้าง Social Network ด้านเพลงบนแพลตฟอร์ม iTunes ที่โดดเด่นเรื่องเพลงอยู่แล้ว

แต่แล้ว ผลลัพธ์กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า (เชื่อมั่นว่าผู้อ่านหลาย ๆ คนคงจะสงสัยว่า มันเคยมีบริการนี้อยู่ด้วยเหรอ?) เพราะบริการนี้แทบไม่มีใครใช้มันเลย และสองปีหลังเปิดตัว iTunes Ping ก็ต้องเป็นอันจากไปพร้อมกับการเปิดตัว iTunes ดีไซน์ใหม่

Apple Music Connect

ดูเหมือนว่า Apple จะยังไม่เข็ดกับการสร้าง Social Network เพราะหลังจาก iTunes Ping แล้ว Apple ก็ยังพยายามสร้างมันขึ้นมาอีกครั้งด้วย Apple Music Connect ซึ่งเป็นช่องทางให้แฟน ๆ ติดตามศิลปินที่เปิดตัวมาพร้อมกับ Apple Music

Apple Music Connect มีเสียงบ่นจากศิลปินมามาก ระบบมีการสับสนโปรไฟล์ ใช้ยาก ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับฟีเจอร์ที่ใกล้เคียงกันของคู่แข่งอย่าง Spotify สุดท้าย Apple Music Connect ก็ไม่มีคนใช้เหมือนเดิม และ Apple ก็เป็นอันต้องปิดบริการนี้ไป

สรุป

ระหว่างปี 2010-2019 ซึ่งเป็นระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมานี้ อาจเป็นอีกช่วงหนึ่งที่ Apple ทำผลิตภัณฑ์ออกมาได้ยอดเยี่ยม แต่ทุกครั้งของความยอดเยี่ยมนั้นอาจต้องผ่านการผิดพลาดมาบ้าง รวมถึงหลาย ๆ ครั้งของการผิดพลาดนั้นก็เป็นบทเรียนให้ Apple และอาจทำให้สินค้าชั้นเยี่ยมตามมาอีกก็ได้

การรวม 10 สิ่งอันผิดพลาดของ Apple แห่งทศวรรษนี้ก็ทำให้ทุกคนได้เห็นภาพกว้าง ๆ ว่าตลอด 10 ปีมานี้ Apple ต้องผ่านอะไรมาบ้าง

อ่านเพิ่ม: 10 สิ่งน่าชื่นชมที่ Apple ทิ้งไว้ในทศวรรษที่ผ่านมา (2010-2019) และความท้าทายใหม่ที่ต้องเจอ

เรียบเรียงโดย
ทีมงาน MacThai