วันที่: 02/04/2019 | หมวด: Apple, Apple Pay, Featured, News | แท็ก: , ,

หลังจาก Apple ได้เปิดตัวบัตรเครดิตของตัวเองไปแล้วในชื่อว่า Apple Card ซึ่งเป็นบัตรเครดิตที่ Apple ดีไซน์เองตั้งแต่ต้นจนจบ โดยได้พาร์ทเนอร์เครือข่ายชำระเงินคือ Mastercard และธนาคารผู้ให้สินเชื่อคือ Goldman Sachs

apple-card-hero

วันนี้ ทีมงาน MacThai จะมารวบรวมข้อมูลให้รับทราบกันอีกครั้งว่า บัตรเครดิต Apple Card ซึ่งเป็นบัตรเครดิตที่ Apple ออกเองโดยใช้สโลแกนว่า “A new kind of credit card. Created by Apple, not a bank.” จะมีฟีเจอร์อะไรที่น่าสนใจบ้าง

Apple Card และ Wallet ทำงานร่วมกัน

จุดที่น่าสนใจที่สุดของ Apple Card คือตัวบัตรเครดิตจะทำงานร่วมกับแอป Wallet ที่อยู่ใน iOS ซึ่งจะทำให้ Apple นำระบบต่าง ๆ มาใช้กับ Apple Card ได้เต็มที่ โดยเฉพาะ machine learning ที่ Apple จะใช้ร่วมกับระบบระบุตำแหน่งที่อยู่ และระบุเป็นรายการซื้อสินค้าว่ามาจากอะไร ทำให้ผู้ใช้อ่านได้ง่ายขึ้น

การเขียนระบุรายการซื้อสินค้าว่ามาจากไหนถือเป็นจุดขายหลักอย่างหนึ่งของ Apple Card เลยก็ว่าได้ เพราะการใช้บัตรเครดิตในต่างประเทศนั้นเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะซื้อสินค้าที่ไหนก็ใช้บัตรเครดิต ทำให้เมื่อสรุปยอดสิ้นเดือนมาแล้วก็จะพบปัญหา เพราะ statement มักจะเขียนเป็นข้อมูลที่บางครั้งก็อ่านไม่รู้เรื่องและต้องมาคอยเดาอยู่เสมอ

นอกจากระบุว่าซื้อที่ไหนแล้ว เมื่อกดเข้าไปดู Apple ก็จะแสดงภาพบนแผนที่ให้เลยว่ารายการใช้จ่าย Apple Card มาจากที่ไหน สินค้าราคาเท่าไร เป็นสินค้าหมวดไหน ได้ Daily Cash กี่เปอร์เซ็นต์

ต่อไปก็เป็นเรื่องการจ่ายบิล Apple ก็นำระบบ ring ของ Apple Watch มาใช้ให้เป็นประโยชน์ บอกมาเลยว่าค่าบัตรเครดิตเดือนนี้เท่าไร ถ้าจ่ายไม่เต็มจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเดือนหน้าเท่าไร ซึ่งต่างจาก statement บัตรเครดิตทั่วไปที่จะบอกแค่ยอดเต็มเท่าไรและยอดจ่ายขั้นต่ำเท่าไร ส่วนมากไม่มีบอกว่าจ่ายไม่เต็มจะโดนดอกเบี้ยเท่าไร ต้องคำนวณเอาเอง ซึ่งดอกเบี้ยบัตรเครดิตนั้นโหดมาก ๆ และหลายคนมักจะคำนวณผิด

Apple Card ไม่มีลายเซ็น

Mastercard เพิ่งจะเปลี่ยนกฎเมื่อไม่นานมานี้ว่า บัตรเครดิตไม่จำเป็นต้องใช้ลายเซ็นเพื่อยืนยันตัวตนอีกแล้วในสหรัฐฯ ดังนั้น Apple Card จึงไม่ต้องมีลายเซ็น ไม่ว่าจะเป็นทั้งตัวบัตรไทเทเนียม หรือบัตรเสมือนในแอป Wallet ก็ตามที

ทั้งนี้ หากซื้อของมูลค่าสูงจากร้านค้าบางแห่ง อาจจะขอเรียกดูบัตรบางอย่างจากผู้ใช้เพื่อยืนยันตัวตนได้เช่นกัน

apple-card-statement

Apple Card คิดดอกเบี้ยโปร่งใส ไม่มีค่าปรับ ไม่มีค่าธรรมเนียมรูดต่างประเทศ

Apple ระบุว่า บัตรเครดิต Apple Card จะไม่มีอัตราดอกเบี้ยค่าปรับ (penalty interest rate) คือ Apple Card จะไม่มีค่าปรับ หรือค่าจ่ายช้า คือผู้ใช้จะต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยของยอดค้างชำระตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนี้จะไม่มีการเพิ่ม (หรือว่าง่าย ๆ คือไม่มีดอกเบี้ยค่าปรับ) แต่ถ้าจ่ายช้าจะมีผลต่อคะแนนเครดิตของลูกค้าเองซึ่งเป็นไปตามกฎของบัตรเครดิต

ส่วนค่าธรรมเนียมที่ผู้ใช้บัตรมักจะเจอ เช่นค่าความเสี่ยงแปลงสกุลเงินเมื่อรูดเป็นเงินต่างประเทศ Apple จะไม่คิดเพิ่ม แต่สิ่งที่ควรทราบคือ Apple จะใช้เรทแปลงสกุลเงินของ Mastercard ซึ่งไม่ใช่ fixed rate

Apple Card อยากเปลี่ยนเลขบัตรเมื่อไรก็ได้ แถมระบบรักษาความปลอดภัยอีกเพียบ

Apple ระบุว่า เลขบัตรเครดิตของลูกค้าสามารถกดขอใหม่ได้ ซึ่งจะเหมาะสมกับสถานการณ์ที่ผู้ใช้จำเป็นต้องกรอกบัตรเครดิตแต่ไม่ไว้ใจความปลอดภัยของเว็บไซต์นั้น ๆ แต่การขอเลขบัตรใหม่ผู้ใช้จะต้องกดเอง ไม่มีระบบเลขบัตรใช้ครั้งเดียวหรือระบบออกเลขบัตรใหม่แบบอัตโนมัติ

นอกจากเรื่องการเปลี่ยนเลขบัตรแล้ว Apple Card ยังต้องยืนยันตัวตนด้วย Touch ID หรือ Face ID ทุกครั้งที่จ่ายเงินผ่าน Apple Pay หรือถ้าจะเอาเลขบัตรไปใช้จ่ายออนไลน์ ขั้นตอนการจะเอาเลขบัตรออกมานั้นก็ต้องใช้ Touch ID หรือ Face ID ด้วยเช่นกัน

apple-card-daily-cash

Apple Card ให้แคชแบค เพราะมันง่าย

ด้วยสไตล์ Apple นั้น มักจะทำอะไรให้ง่ายอยู่แล้ว ซึ่ง TechCrunch ระบุว่าจากที่ได้สอบถามมาพบว่า Apple ต้องการทำให้ Apple Card เรียบง่ายที่สุด ให้สิทธิประโยชน์จากบัตรที่เป็นสากลที่สุด ผลจึงออกมาเป็น Daily Cash หรือแคชแบคเข้า Apple Pay Card โดยอัตโนมัติ เพื่อให้เห็นเป็นตัวเงินที่ผู้ใช้จะเอาไปใช้อะไรต่อก็ได้ ในขณะที่แต้มบัตรเครดิตจะยุ่งยากกว่ามาก เพราะมูลค่าไม่คงตัว บางครั้งต้องรอช่วงโปรโมชั่นจึงจะแลกได้คุ้มค่า

apple-physical-card

Apple Card บัตรจริง ไม่มี contactless ไม่มี CVV ไม่มีวันหมดอายุ จัดการได้จากแอป Wallet

สำหรับบัตรจริงของ Apple Card ที่ทำมาจากไทเทเนียมนั้น Apple จะไม่มี contactless หรือระบบจ่ายเงินไร้สัมผัส ถ้าจะใช้ให้ไปใช้บัตรเสมือนแทน ส่วน CVV หรือวันหมดอายุก็ไม่มีเช่นกัน ในบัตรจะมีเพียงชื่อ, นามสกุล, โลโก้ Apple และเลขบัตร 4 หลักสุดท้ายเท่านั้น โดยเลขบัตร 4 หลักสุดท้ายจะอยู่ใกล้ ๆ แถบแม่เหล็ก และข้อมูลทุกอย่างบนตัวบัตรก็จัดการได้ผ่านแอปอยู่แล้ว

ตัวบัตรแข็ง Apple Card เองนั้น ตัวเลขอาจไม่ใช่ตัวเลขเดียวกับบัตรในแอปก็ได้ และตัวบัตรจริง ๆ ก็โชว์แค่เลข 4 หลักสุดท้าย ถ้าบัตรหายก็กดขอใหม่ได้ฟรี หรือจะสั่งล็อกบัตรจากตัวแอปก็ได้ทำเช่นเดียวกัน

Apple Card ไม่ขายข้อมูลลูกค้าเพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด

Apple ชูโรงเรื่องความเป็นส่วนตัว โดยระบุว่า Apple เองจะไม่มีการเก็บข้อมูลว่าลูกค้าใช้ Apple Card ทำอะไรบ้างในเซิร์ฟเวอร์ของ Apple เอง ส่วนสถาบันการเงินที่ให้บริการอย่าง Goldman Sachs นั้น Apple ระบุว่าจะไม่นำข้อมูลลูกค้าไปขายเพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด ข้อมูลที่ Goldman Sachs เห็นนั้นจะนำไปใช้เพื่อรายงานภายใน ไม่ใช้เพื่อนำไปรายงานภายนอก, ทำการตลาดหรือโฆษณาภายใน

ทั้งนี้ เนื่องจาก Apple Card เป็นบัตรเครดิต ดังนั้นก็ Goldman Sachs ก็ต้องใช้ข้อมูลเพื่อทำตามกฎหมายด้านการเงินของลูกค้า แต่ข้อมูลเหล่านี้จะถูกใช้เพื่อการดำเนินงานเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อทำการตลาดหรือโฆษณา

สรุป

Apple ขาย Apple Card โดยเน้นที่ความปลอดภัยในการใช้บัตร ความสะดวก และความเป็นส่วนตัว ซึ่ง Apple ออกแบบโดยใช้ pain point ที่ผู้ใช้บัตรเครดิตต้องพบอยู่ในปัจจุบันมาเป็น Apple Card เพื่อให้ลูกค้ามีความสะดวกสบายในการใช้งานบัตรเครดิตบน Apple Pay มากยิ่งขึ้น

ที่มา – 9to5Mac, 9to5Mac (2), (3), TechCrunch

About nutmos

สนใจ Apple ชอบ Apple รัก Apple
Blog : nutmos.com
Social Media : Twitter

Leave a Reply