รีวิว iPad Air 2: แท็บเล็ตบางที่สุดในโลก พร้อมด้วย Touch ID

[vc_row][vc_column width=”1/4″][/vc_column][vc_column width=”1/2″][vc_column_text]แอปเปิลเปิดตัว iPad Air เมื่อปี 2013 ที่ผ่านมา ด้วยสโลแกนความบางและเบา หนึ่งปีผ่านไปแอปเปิลกลับมาอีกครั้งพร้อมกับ iPad Air 2 ที่ว่ากันว่าบางที่สุดในโลก และเบายิ่งกว่าเดิม, หน้าจอแบบใหม่ลดแสงสะท้อน, Touch ID รวมถึงปรับปรุงความเร็วของเครือข่ายไร้สายด้วย ซึ่งวันนี้ทีมงาน MacThai ได้นำ iPad Air 2 มารีวิว มาดูกันว่าจะเป็นอย่างไร

ตราบจนถึงทุกวันนี้ เชื่อว่าทุกคนย่อมคุ้นเคยกับ iPad เป็นอย่างดี สินค้าที่ Steve Jobs เคยเปิดตัวตั้งแต่ปี 2010 ที่วันแรกทุกคนเห็นมันก็ได้ตราหน้าทันทีว่ามันคือ “iPod touch จอยักษ์”

กาลเวลาผ่านเลยมารุ่นสู่รุ่น iPad ก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า ตัวมันเองไม่ใช่ iPod จอยักษ์ แต่ iPad คือแท็บเล็ต ซึ่ง iPad ก็ถูกพัฒนาจนดีขึ้นเรื่อยๆ และตอบโจทย์การใช้งานรอบด้านมากขึ้น[/vc_column_text][/vc_column][vc_column width=”1/4″][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/1″][vc_separator color=”grey”][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/2″][vc_single_image image=”24138″ border_color=”grey” img_link_target=”_self” img_size=”full”][/vc_column][vc_column width=”1/2″][vc_column_text]

iStudio by SPVi

ทีมงานได้ติดต่อขอรีวิวสินค้าจาก iStudio by SPVi โดยสามารถพบกับพบกับ iPad Air 2 พร้อมคำแนะนำและบริการดีๆ ได้ที่ศูนย์ iStudio, iBeat, Mobi โดย SPVi ทุกสาขาทั่วประเทศ

ข้อมูลเพิ่มเติม -> www.spvi.co.th[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/1″][vc_separator color=”grey”][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/2″][vc_column_text css_animation=”left-to-right”]

Design

ดีไซน์รอบนี้ของ iPad Air 2 ไม่ได้เปลี่ยนไปจาก iPad Air รุ่นแรกอย่างเห็นได้ชัดนัก โดยที่แตกต่างคือปุ่ม Silent ข้างตัวเครื่องหายไป เพิ่มสีทอง, Touch ID โดยรวมแล้วมองจากด้านหน้าไม่รู้สึกต่างจากเดิมมากนัก

แต่ถ้าดูที่ความบาง ซึ่งแอปเปิลเคลมว่าเป็นแท็บเล็ตที่บางที่สุดในโลก ความรู้สึกที่ได้สัมผัสคือ “บางจริงๆ” เรียกได้ว่าบางกว่าเดิมอย่างรู้สึกได้ชัด และก็ยังเบามากด้วย[/vc_column_text][/vc_column][vc_column width=”1/2″][vc_single_image image=”23979″ border_color=”grey” img_link_target=”_self” img_size=”full” css_animation=”right-to-left”][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/1″][vc_separator color=”grey”][vc_gallery type=”flexslider_fade” interval=”3″ images=”23998,23999″ onclick=”link_image” custom_links_target=”_self” img_size=”full” title=”เทียบความบางกับ iPhone 6, iPad mini 3″][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/4″][/vc_column][vc_column width=”1/2″][vc_column_text]

บางมาก เบามาก

ความบางของ iPad Air 2 ถ้าดูจากสเปคก็ไม่ได้บางมากกว่า iPad Air จนถึงขั้นเป็นประเด็นอะไรแบบนั้น ไม่ได้เหมือน iPad Air ที่บางกว่า iPad with Retina display และเบากว่ามาก แต่ความบางของ iPad Air 2 ก็ยังคงเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นอยู่

ในภาพ ทีมงานได้นำ iPad Air 2 เปรียบเทียบความบางกับ iPhone 6 และ iPad mini 3 ตามลำดับ ซึ่งจะเห็นว่าแม้ iPhone 6 จะบางมากๆ แล้วแต่ iPad Air 2 ก็ยังบางกว่าอีก

ในเมื่อบางก็ต้องเบา iPad Air รุ่นแรกสามารถทำให้เราถือมือเดียวเล่นได้แล้ว iPad Air 2 ก็ยิ่งทำได้ดีขึ้นอีก การถือ iPad Air 2 จะเหมือนถือหนังสือหรือนิตยสารเล่มบางๆ เล่มเดียว จึงสามารถถือมือเดียวเล่นได้โดยไม่เกิดอาการล้าเร็ว คนที่ถือมือเดียวเล่นบ่อยๆ คงชอบ

ส่วนเรื่องการงอ ไม่รอดแน่นอนครับ ความบางระดับนี้แล้ว ซึ่งทีมงานคงไม่สามารถงอให้ดูได้นะครับ อันเนื่องจากถ้าพังไปจะไม่มีปัญญาจ่าย[/vc_column_text][/vc_column][vc_column width=”1/4″][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/2″][vc_single_image image=”24026″ border_color=”grey” img_link_target=”_self” img_size=”large” css_animation=”left-to-right”][/vc_column][vc_column width=”1/2″][vc_column_text css_animation=”right-to-left”]

Silent หายไป

Apple ได้ตัดปุ่ม Silent ของ iPad Air 2 ออก (ซึ่งปุ่มนี้สามารถปรับเป็น Rotation Lock/Unlock ได้) โดยส่วนตัวเห็นว่าปุ่มนี้ไม่จำเป็นมากบน iPad (แต่บน iPhone จำเป็นมาก) ฉะนั้นการตัดออกไปก็ทำให้การออกแบบเครื่องง่ายกว่าเดิม ตำแหน่งดังกล่าวจึงถูกแทนที่ด้วยไมโครโฟน

ทั้งนี้ Apple ได้เพิ่มตัวเลือก Silent และ Lock Rotation ชดเชยใน Control Center (จากเดิมจะมีอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วแต่การตั้งค่า)[/vc_column_text][vc_single_image image=”24027″ border_color=”grey” img_link_target=”_self” img_size=”full” css_animation=”right-to-left”][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/2″][vc_column_text]

Display & Brightness

หน้าจอเป็นสิ่งหนึ่งที่ iPad Air 2 ได้รับการพัฒนาให้แตกต่างจาก iPad Air รุ่นแรก โดยมีการตัดแสงสะท้อน ทำให้การเล่นใต้แสงแดดจ้าทำได้ดียิ่งขึ้น

จากที่ทีมงานได้ทดสอบใช้งาน iPad Air 2 ใต้แสงแดดมาแล้ว พบว่าถ้าเทียบกับ iPad หรือ iPhone ที่ไม่ได้ตัดแสงสะท้อน แสงจะลดลงชัดเจน จากที่ควรจะเป็นแสงขาวจะกลายเป็นแสงม่วงๆ (อารมณ์เดียวกับโค้ตเคลือบเลนส์กล้องหรือแว่นตา) ทำให้สีที่ออกมาจากจอจึงดูเข้มขึ้น ทั้งนี้แสงสะท้อนอาจไม่ได้ลดลงเยอะดังที่หวังไว้ แต่ก็พอจะช่วยได้บ้าง[/vc_column_text][/vc_column][vc_column width=”1/2″][vc_single_image image=”24012″ border_color=”grey” img_link_target=”_self” img_size=”large”][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/2″][vc_single_image image=”23993″ border_color=”grey” img_link_target=”_self” img_size=”large”][/vc_column][vc_column width=”1/2″][vc_column_text]

Speaker

ลำโพง ถือเป็นส่วนหนึ่งใน iPad ที่รีวิวส่วนใหญ่มักจะละเลย เนื่องจากความเป็น iPad ที่ไม่ได้เน้นประโยชน์ใช้สอยของลำโพงมากนัก แต่ทีมงาน MacThai จะขอกล่าวถึงซะหน่อย

เสียงจากลำโพงของ iPad Air 2 อยู่ในระดับที่ดังพอตัว ดังกว่า iPhone 6 เล็กน้อย แต่เสียงที่ลำโพง iPad Air 2 ขับออกมามีความลึกและแน่นกว่ามาก ต่างจากเสียงที่ออกมาจากลำโพงของ iPhone 6 ที่ทำซะเสียวลำโพงแตก ไม่กล้าเปิดดังสุดกันเลยทีเดียว

หากเทียบกับ iPad 3 และ iPad mini 3 นั้น iPad Air 2 ก็ดังและคุณภาพดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ข้อเสียอย่างหนึ่งคือถ้าเปิดเสียงดังสุดแล้วเอามือไปจับตัวเครื่อง แรงสั่นสะเทือนของเสียงที่มือรู้สึกจะชัดเจนมาก อันเนื่องจากความบางของมันนั่นเอง[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/1″][vc_separator color=”grey”][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/2″][vc_column_text css_animation=”left-to-right”]

ใช้ iPad Air 2 เต็มประสิทธิภาพด้วย 4G LTE

สำหรับ iPad Air 2 นั้นก็มาพร้อมกับรุ่น Cellular + Wifi ที่รองรับทั้ง 3G และ 4G LTE ในไทย โดยเพียงใส่ซิมการ์ดที่รองรับ 4G ก็สามารถใช้งานได้เลย

สำหรับการทดสอบใช้งาน 4G LTE บน iPad นั้นสามารถอ่านได้ที่ -> ประสบการณ์ทดลองใช้ 4G LTE จากทรูมูฟ เอชบน iPad Mini Retina

[/vc_column_text][/vc_column][vc_column width=”1/2″][vc_single_image image=”13947″ border_color=”grey” img_link_target=”_self” img_size=”large” css_animation=”right-to-left”][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/1″][vc_separator color=”grey”][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/1″][vc_single_image image=”24022″ border_color=”grey” img_link_target=”_self” img_size=”full” css_animation=”appear”][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/4″][/vc_column][vc_column width=”1/2″][vc_column_text]

Touch ID

Apple เริ่มใช้ระบบยืนยันตัวตนชีวภาพด้วยลายนิ้วมือหรือ Touch ID เหมือน iPhone ที่ได้ใส่มาตั้งแต่ iPhone 5s โดยตอนนี้ Apple ก็ได้ใส่มาบน iPad แล้ว โดย Touch ID ของ iPad Air 2 นั้นทำงานได้เร็วและดีมากเหมือน iPhone 6

จากการใช้งานคิดว่า Apple ได้พัฒนา Touch ID มาถึงจุดลงตัวด้านซอฟต์แวร์แล้ว ทำให้การใช้งานบน iPad น่าจะหายห่วงไปได้ว่าจะไม่ออกอาการเอ๋อบ่อย

ความสะดวกของ iPad Air 2 ในการใช้ Touch ID ก็มีหลายอย่างเช่นกัน ตั้งแต่ปลดล็อคเครื่อง, ซื้อของใน iTunes Store, App Store หรือหลายๆ แอพที่ตอนนี้รองรับ Touch ID เพื่อความปลอดภัย เช่น 1Password, Google Drive ฯลฯ

ข้อติดใจเล็กน้อยสำหรับ Touch ID คืออยู่ในตำแหน่งที่ไม่ค่อยสะดวกในการใช้งานสักเท่าไร เนื่องจาก iPad มีหน้าจอขนาดใหญ่ ทำให้การเอื้อมนิ้วมือไปแตะปุ่ม Home ไม่ได้ทำได้ง่ายเหมือน iPhone (เหมือนสมัยก่อนที่ต้องเอื้อมมือไปกดปุ่ม Home บน iPad จน Apple ต้องทำ Multitasking Gesture)[/vc_column_text][/vc_column][vc_column width=”1/4″][vc_column_text]

Touch ID ยังคงเป็นระบบสแกนลายนิ้วมือที่ดีที่สุดในตลาดอยู่

[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/1″][vc_single_image image=”24030″ border_color=”grey” img_link_target=”_self” img_size=”full” css_animation=”appear”][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/4″][/vc_column][vc_column width=”1/2″][vc_column_text]

Camera

Apple ได้อัพเกรดกล้องใน iPad Air 2 ไปใช้ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล (ซะที) จากที่คง 5 ล้านพิกเซลมาตั้งแต่ iPad รุ่นที่ 3

สำหรับคุณภาพของภาพบน iPad อันเนื่องจากรีวิวในครั้งนี้ไม่ได้เน้นกล้อง และ iPad ไม่ได้มีจุดขายที่กล้องเป็นหลัก จึงได้เพียงทดสอบคร่าวๆ ซึ่งพอจะบอกได้ว่ากล้อง 8 ล้านพิกเซลของ iPad Air 2 เกินพอต่อการใช้งานทั่วไปแน่นอน (อันที่จริงก็เกินพอมาตั้งแต่ iPad 3 แล้วล่ะครับ) แม้จะไม่ได้ดีเสมอ iPhone

โหมดที่ Apple ใส่มาให้มีทั้ง Time-lapse, Slo-mo (120 FPS), Panorama ซึ่งเกินพอแน่นอนกับการใช้งานทั่วไป[/vc_column_text][/vc_column][vc_column width=”1/4″][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/1″][vc_separator color=”grey”][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/4″][vc_single_image image=”23979″ border_color=”grey” img_link_target=”_self” img_size=”medium” alignment=”center”][vc_single_image image=”23978″ border_color=”grey” img_link_target=”_self” img_size=”medium” alignment=”center”][vc_single_image image=”24030″ border_color=”grey” img_link_target=”_self” img_size=”medium” alignment=”center”][/vc_column][vc_column width=”3/4″][vc_column_text]

The Best Tablet

จากประสบการณ์ที่ใช้ iPad 3 ตั้งแต่ตอนที่ซื้อจนตอนนี้ก็ยังใช้งานได้ดีอยู่ พอจับแล้วเริ่มเกิดกิเลสทันทีครับ (ฮา)

ความดีของ iPad ที่ยังคงเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนคือประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นทุกรุ่น ทั้งแรง เร็ว แบตอึด รวมถึงการอัพเดตที่ยาวนานมาก ซึ่ง iPad Air 2 ก็ยังคงรักษาไว้ได้อย่างดี

iPad Air 2 นับว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรจาก iPad Air รุ่นแรกมาก ทำให้หลายคนเกิดความสงสัยว่า แล้วฉันจะเหมาะกับ iPad Air 2 หรือไม่ ทีมงาน MacThai ขอสรุปให้คร่าวๆ ดังนี้ครับ

  • ผู้ใช้ iPad 2 ถ้าอยากได้ Retina display ก็น่าซื้ออยู่เหมือนกัน แต่ถ้าไม่ได้ซีเรียสกับหน้าจอมาก และยังคงติดใจกับความบางของ iPad 2 อยู่ก็ยังไม่จำเป็นต้องซื้อก็ได้
  • ผู้ใช้ iPad รุ่นแรก กับรุ่นที่ 3-4 อย่าได้ยืม iPad Air 2 ของใครมาถือนานๆ เชียวนะครับ เพราะคุณจะติดใจในความบางและเบามากๆ ของมัน
  • ผู้ใช้ iPad Air ที่ไม่ได้ซีเรียสกับความบางมาก หรือหน้าจอที่มีสีสันที่ดีขึ้นเล็กน้อย ก็จงใช้ iPad Air เครื่องเดิมของคุณต่อไปเถอะครับ แต่ถ้าซีเรียสมากๆ ควักเงินจ่ายไปเถอะครับ หากใช้บ่อยๆ ยังไงก็คุ้ม
  • หากคุณกำลังมองหา iPad สักเครื่อง หากงบเยอะแนะนำจัด iPad Air 2 ไปได้ทันทีครับ แต่ถ้าไม่เยอะมากนักคิดว่า iPad Air รุ่นแรกก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไร ทั้งนี้ แนะนำให้เลือกรุ่น 32GB ขึ้นไป (เพราะ 16GB ไม่พอแน่ๆ ในยุคที่แอพและเนื้อหาต่างๆ มีขนาดใหญ่ขึ้น)

สำหรับรีวิวครั้งนี้ก็ขอจบไว้เพียงเท่านี้ มีอะไรฝากไว้ในคอมเม้นท์หรือถามทางแฟนเพจ MacThai บน Facebook ก็ได้นะครับ[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]