รีวิว OS X 10.10 Yosemite: มิติใหม่แห่ง OS X ไม่ได้มีแค่ดีไซน์ใหม่ แต่ปรับปรุงการใช้งานรอบด้าน

[vc_row][vc_column width=”1/2″][vc_single_image image=”18217″ img_link_target=”_self” img_size=”full”][/vc_column][vc_column width=”1/2″][vc_column_text]OS X 10.10 “Yosemite” ได้เปิดให้ดาวน์โหลดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รีวิวนี้จะพาทุกท่านมาพบกับการใช้งาน OS X รุ่นใหม่นี้ ว่าฟีเจอร์แต่ละอย่างที่ Apple โม้มาในงาน จะใช้งานได้จริงและราบรื่นสักกี่อย่าง พร้อมทั้งสิ่งที่ Apple เปลี่ยนแปลงใน OS X Yosemite และไม่ได้บอกไว้อย่างเป็นทางการ แต่มีประโยชน์และเราควรรู้ว่ามีอะไรบ้าง

ชื่อของ Yosemite (อ่านว่า โย-ซิ-มิ-ตี้) มาจากอุทยานแห่งชาติ Yosemite ในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยภาพพื้นหลังที่ถูกตั้งเป็นค่าเริ่มต้นของ OS X Yosemite คือภาพหินที่ชื่อว่า El Capitan ในอุทยานแห่งชาติ Yosemite[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/1″][vc_column_text]

All-new Design

http://www.youtube.com/watch?v=NQ7kqwbqeiI

[/vc_column_text][vc_column_text]หนึ่งเรื่องที่ขาดไม่ได้คือดีไซน์ เพราะ OS X Yosemite ดีไซน์ใหม่หมดจดจริงๆ เป็นแนว flat ลดความยุ่งยากและลวดลาย เหมือนตอนที่เปลี่ยนจาก iOS 6 ไปเป็น iOS 7 โดยดีไซน์แบบนี้ Apple เริ่มใช้ในบางส่วนของ OS X Mavericks แล้ว[/vc_column_text][vc_row_inner][vc_column_inner width=”1/2″][vc_single_image image=”18555″ img_link_target=”_self” img_size=”full”][/vc_column_inner][vc_column_inner width=”1/2″][vc_single_image image=”18552″ img_link_target=”_self” img_size=”full”][/vc_column_inner][/vc_row_inner][vc_row_inner][vc_column_inner width=”1/2″][vc_single_image image=”18554″ img_link_target=”_self” img_size=”full”][/vc_column_inner][vc_column_inner width=”1/2″][vc_column_text]

Icon

ไอคอนต่างๆ ใน Yosemite ออกมาในแนวเดียวกับ iOS ที่เป็นสีสันสดใส ออกแนวการ์ตูน ลดมิติลง บางตัวผมคิดว่าสวยกว่าแบบเก่า แต่บางตัวก็ดูแบบเก่าสวยกว่า ตรงนี้เป็นเรื่องของความชอบล้วนๆ[/vc_column_text][/vc_column_inner][/vc_row_inner][vc_row_inner][vc_column_inner width=”1/2″][vc_single_image image=”18535″ css_animation=”left-to-right” img_link_target=”_self” img_size=”full”][vc_column_text]

Font

OS X Yosemite เลือกใช้ฟ้อนต์ Helvetica Neue ต่างกับ OS X Mavericks ที่ใช้ฟ้อนต์ Lucida Grande แต่จากที่ทดลองใช้มาสักพักผมยังไม่พบปัญหาการอ่าน ถึงแม้ช่องว่างระหว่างตัวอักษรของ Helvetica Neue จะน้อยกว่า Lucida Grande ก็ตาม เพราะไม่ได้เลือกใช้ฟ้อนต์บางเหมือน iOS 7 ช่วงแรกๆ

แต่บางจุดของ OS X Yosemite มีตัวอักษรที่เล็กลงบ้าง ซึ่งอาจมีปัญหากับคนที่สายตาไม่ดีได้[/vc_column_text][/vc_column_inner][vc_column_inner width=”1/2″][vc_single_image image=”18550″ css_animation=”right-to-left” img_link_target=”_self” img_size=”full”][vc_column_text]

สัญญาณจราจรและปุ่ม full-screen

สัญญาณจราจรถูกเปลี่ยนเป็นสีเรียบๆ โดยปุ่มสีเขียวจะใช้เป็นปุ่ม full-screen แทนปุ่มเดิมที่อยู่มุมบนขวา แต่ถ้าแอพใดไม่รองรับ full-screen หรือยังไม่ได้อัพเดตให้รองรับ Yosemite ปุ่มสีเขียวก็ยังเป็น + เหมือนเดิม

แอพที่รองรับการใช้ปุ่มสีเขียวเป็น full-screen ถ้าจะใช้ฟังก์ชันของปุ่ม + เดิมให้ดับเบิ้ลคลิกตรงส่วนบนของหน้าต่างแทน[/vc_column_text][/vc_column_inner][/vc_row_inner][vc_row_inner][vc_column_inner width=”1/2″][vc_single_image image=”19228″ css_animation=”left-to-right” img_link_target=”_self” img_size=”full”][/vc_column_inner][vc_column_inner width=”1/2″][vc_column_text]

Gaussian Blur

เอฟเฟคที่ Apple เลือกมาใช้ใน OS X Yosemite คือ Gaussian Blur เหมือน iOS 7 เป็นการเบลอฉากหลังอย่างสวยงาม โดย Apple ใช้เอฟเฟคนี้ทั้งเมนู, Dock, Toolbar ข้อเสียคือกินพลังงานประมวลผลอยู่บ้าง สำหรับคนไม่ชอบ Apple ก็มีตัวเลือกให้ปิดเอเฟคนี้ใน Accessibility ด้วย[/vc_column_text][/vc_column_inner][/vc_row_inner][vc_single_image image=”19674″ img_link_target=”_self” img_size=”full” css_animation=”left-to-right”][vc_column_text]

Dock

พูดถึง OS X คงจะไม่พูดถึง Dock ที่เป็นของคู่กันมาช้านานไม่ได้ คราวนี้ Apple ปรับเปลี่ยน Dock บน OS X Yosemite ใหม่ เป็นแนวสองมิติและใช้เอฟเฟค Gaussian Blur ซึ่งตรงนี้แล้วแต่ใครจะชอบ จากการทดลองใช้มาสักพักผมไม่เคยมีปัญหากับดีไซน์นี้นะ ดูๆ แล้วก็เหมือน Dock แบบดั้งเดิมที่ใช้กันมาตั้งแต่ Mac OS X รุ่นแรกๆ เลยทีเดียว[/vc_column_text][vc_single_image image=”19675″ img_link_target=”_self” img_size=”full” css_animation=”right-to-left”][vc_row_inner][vc_column_inner width=”1/2″][vc_column_text]

Spotlight

Spotlight ถูกปรับปรุงครั้งใหญ่ใน Yosemite โดย Apple ได้ย้าย Spotlight มาอยู่กลางจอ ขยายตัวอักษรให้ใหญ่กว่าเดิมมาก ทำให้มองได้สบายตา ฟีเจอร์ของ Spotlight ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ใน Yosemite ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการค้นข้อมูลออนไลน์ เช่น แปลงค่าเงิน, ดูรอบฉายหนัง, ค้นข้อมูลใน Wikipedia, ค้นหาแอพใน App Store[/vc_column_text][/vc_column_inner][vc_column_inner width=”1/2″][vc_single_image image=”19224″ css_animation=”right-to-left” img_link_target=”_self” img_size=”full”][/vc_column_inner][/vc_row_inner][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”2/3″][vc_single_image image=”19821″ img_link_target=”_self” css_animation=”left-to-right” img_size=”full”][/vc_column][vc_column width=”1/3″][vc_column_text]

Notification Center

ในส่วน Notification Center ได้เพิ่ม Today เข้ามาเหมือน iOS 8 และมี Widget ซึ่งเราสามารถเพิ่ม-ลดได้ตามความต้องการ ในตอนนี้จะยังมีเฉพาะ Widget ของ Apple แต่ในอนาคตจะมี Widget จากแอพอื่นๆ เพิ่มตามมาแน่นอน[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/1″][vc_column_text]yosemite-safari-icon

Safari

[/vc_column_text][vc_tabs][vc_tab title=”Toolbar” tab_id=”1406073835429-3-9″][vc_column_text]

Toolbar

Toolbar ของ Safari บน Yosemite ดูสะอาดสะอ้านสุดๆ ทำให้มีพื้นที่สำหรับหน้าเว็บมากขึ้น จากที่ผมได้ลองใช้พบว่าแบบใหม่สะดวกกว่าบน Mavericks มากๆ เพราะบน Mavericks ผมกดผิดบ่อย แต่บน Yosemite ไม่ค่อยพบปัญหานี้มากนัก

สำหรับผู้ใช้ที่ยังติด Bookmark Bar สามารถนำกลับมาได้โดยกด Command + Shift + B หรือกด View -> Show Favorites Bar ครับ[/vc_column_text][vc_single_image image=”19676″ img_link_target=”_self” img_size=”full”][/vc_tab][vc_tab title=”Smart Search Bar” tab_id=”1405992438-1-83″][vc_column_text]

Smart Search Bar

Smart Search Bar รูปแบบใหม่ มาพร้อมกับความสามารถที่ฉลาดขึ้น เช่น หาข้อมูลใน Wikipedia ได้, มี Favorites ให้ด้านบน (ก็คือ Bookmark Bar เดิมนั่นล่ะ) รวมทั้งเก็บไว้ด้วยว่าเราเข้าเว็บไหนบ่อยก็จะเอาขึ้นมาแสดงบนนี้ ซึ่งเท่าที่ลองใช้แล้วมีประโยชน์และดีกว่า Bookmark Bar เดิมมาก[/vc_column_text][vc_single_image image=”19778″ img_link_target=”_self” img_size=”full”][/vc_tab][vc_tab title=”New Tab” tab_id=”1405992778727-2-8″][vc_column_text]

New Tab

หน้าแท็บใหม่ จะมี Favorites ขึ้น ซึ่ง Favorites ก็เหมือนกับที่ขึ้นเมื่อคลิก Smart Search Bar นั่นล่ะ และเราสามารถสลับกับ Top Sites ได้โดยการคลิกปุ่มมุมบนขวา[/vc_column_text][vc_single_image image=”19782″ img_link_target=”_self” img_size=”full”][/vc_tab][vc_tab title=”Private Browing” tab_id=”1406076661184-4-1″][vc_column_text]

Private Browsing

Safari บน Yosemite สามารถใช้ Private Browsing แบบแยกหน้าต่างได้แล้วซะที (น้ำตาจะไหล) ซึ่งตรงนี้เบราว์เซอร์เจ้าอื่นทำมากันแทบทั้งหมดแล้ว (ปกติ Safari ถ้าจะใช้ Private Browsing ต้องใช้ทั้งโปรแกรม แยกหน้าต่างไม่ได้)

วิธีเปิด Private Browsing ให้ไปที่ File -> New Private Window หรือกด Command + Shift + N ก็จะได้หน้าต่างใหม่มา

การสังเกตว่าหน้าต่างเป็น Private Browsing หรือไม่ดูได้จากสีของ Smart Search Bar ถ้าอยู่ในโหมด Private Browsing จะเป็นสีดำ ถ้าไม่ใช่จะเป็นสีขาว

อธิบายคร่าวๆ สำหรับผู้ที่ไม่รู้จัก Private Browsing คือระบบการเข้าเว็บแบบไม่เก็บประวัติการเข้าชมครับ มีประโยชน์เมื่อเราต้องการเข้าเว็บลับๆ อะไรแบบที่ไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ :P[/vc_column_text][vc_single_image image=”19784″ img_link_target=”_self” img_size=”full”][/vc_tab][vc_tab title=”Tab View” tab_id=”1406279403014-4-5″][vc_column_text]

Tab View

Safari ใน Yosemite จะเหมาะกับคนที่เปิดเว็บทีละมากๆ โดยนอกจากจะมีแท็บแบบ scroll ซ้าย-ขวาได้แล้ว หน้าตา Tab View แบบใหม่ก็ทำให้เราดูแท็บที่เปิดทั้งหมดได้อย่างเต็มตา ถ้าจำนวนแท็บที่เปิดเยอะจะมีการจัดกลุ่มให้ด้วย ส่วน iCloud Tabs จากอุปกรณ์ทั้งหมดจะย้ายจากปุ่มบน Toolbar ไปแสดงด้านล่างของ Tab View ซึ่งหากเทียบกับ Tab View บน Mavericks แล้ว แบบใหม่สามารถใช้ประโยชน์ได้มากกว่าอย่างชัดเจน

วิธีเข้า Tab View ตอนซูมหน้าเว็บออกมาจนสุด ให้จีบนิ้วเข้าด้วยกันอีกที จะเข้าถึง Tab View หรือจะกดปุ่มมุมบนขวาก็ได้[/vc_column_text][vc_single_image image=”19815″ img_link_target=”_self” img_size=”full”][/vc_tab][vc_tab title=”Shared Links” tab_id=”1406425850729-5-2″][vc_column_text]

Shared Links

เมนู Shared Links ใน Safari บน Yosemite สามารถเพิ่ม Feed ข่าวเข้าไปได้ ตรงนี้เจ๋งมาก เพราะไม่ต้องคอยหาโปรแกรมเพื่ออ่านฟีดข่าว เนื่องจาก Safari ได้ถอดการแสดงฟีดข่าว RSS ไปได้สักพักหนึ่งแล้ว

วิธีการเพิ่มฟีดข่าว เว็บอื่นให้ลองมองหาเมนูแนวๆ Feed, RSS สำหรับเว็บ MacThai สามารถเข้าไปได้ที่ MacThai Feed ได้เลยจ้า พอหลังจากเข้าไปจะมีหน้าต่างถามว่าจะเพิ่มหน้าเว็บเข้าไปใน Shared Links หรือไม่ ให้กด Add[/vc_column_text][vc_single_image image=”19860″ img_link_target=”_self” img_size=”full”][/vc_tab][/vc_tabs][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/1″][vc_column_text]mail-icon-yosemite

Mail

[/vc_column_text][vc_tabs][vc_tab title=”Markup” tab_id=”1406426995-1-89″][vc_column_text]

Markup

Markup เป็นฟีเจอร์ที่มีประโยชน์มากเมื่อเราต้องการจัดการกับรูปในแอพ Mail แบบเร่งด่วน เช่น เซ็นชื่อ, เน้นเฉพาะส่วน, เติมแต่งข้อความ ทั้งหมดนี้เราสามารถทำได้ในแอพ Mail และส่งออกอีเมลได้ทันที ไม่ต้องเปิด Preview

วิธีเปิดใช้ Markup ในหน้าเขียนอีเมลใหม่ ให้เอาเมาส์ชี้ไปที่รูป มุมบนขวาของรูปจะมีรูปลูกศรชี้ลง กดลูกศรแล้วจะมีเมนูขึ้นมา ให้เลือก Markup[/vc_column_text][vc_single_image image=”20119″ alignment=”center” img_link_target=”_self” img_size=”full”][/vc_tab][vc_tab title=”Mail Drop” tab_id=”1406426995-2-42″][vc_column_text]

Mail Drop

ปัญหาพื้นฐานของการส่งไฟล์ใหญ่ๆ ผ่านอีเมลก็คือขนาดของไฟล์ ที่ผู้ให้บริการอีเมลแต่ละเจ้าจะกำหนดไว้ในระดับหนึ่ง ในปัจจุบันจะอยู่ที่ 25MB โดยประมาณ ทำให้ผู้ใช้ต้องแก้ปัญหาด้วยการแยกอีเมลออกเป็นหลายฉบับ หรือเอาไฟล์ไปฝากไว้ที่อื่น แล้วค่อยคัดลอกลิงก์ส่งไปพร้อมอีเมล

Mail Drop จะมาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ หากเราส่งไฟล์ที่ขนาดใหญ่เกินกว่าเซิร์ฟเวอร์ของอีเมลจะรับไหว Mail บน Mac จะอัพโหลดไฟล์นั้นขึ้นเซิร์ฟเวอร์ของ Apple แทน และแปะลิงก์เข้าไปยังอีเมล ซึ่งหากฝ่ายผู้รับใช้ Mail บน Mac และไฟล์ที่ส่งเป็นรูป ก็จะเห็นรูปขึ้นอย่างสวยงาม แต่ถ้าเป็นอีเมลเจ้าอื่นและไม่ได้เปิดจากแอพ Mail บน Mac จะเห็นเป็นลิงก์แทน ซึ่งเมื่อกดแล้วสามารถโหลดได้ทันที

ข้อจำกัดของ Mail Drop คือส่งไฟล์ได้ทีละ 5GB ต่ออีเมล 1 ฉบับ และไฟล์ที่อัพโหลดไว้จะเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์ Apple เพียง 30 วันเท่านั้น หลังจากนั้นไฟล์จะถูกลบโดยอัตโนมัติ[/vc_column_text][vc_row_inner][vc_column_inner width=”1/2″][vc_single_image image=”22444″ border_color=”grey” img_link_target=”_self” img_size=”full”][vc_column_text]

ฝ่ายผู้ส่ง
[/vc_column_text][/vc_column_inner][vc_column_inner width=”1/2″][vc_single_image image=”22445″ border_color=”grey” img_link_target=”_self” img_size=”full”][vc_column_text]

ฝ่ายผู้รับ
[/vc_column_text][/vc_column_inner][/vc_row_inner][/vc_tab][/vc_tabs][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/1″][vc_column_text]yosemite-messages-icon

Messages

[/vc_column_text][vc_tabs][vc_tab title=”Screen Sharing” tab_id=”1406426995-1-89″][vc_column_text]

Screen Sharing

หนึ่งฟีเจอร์ที่ห่างหายจาก OS X แบบที่ Apple ไม่ได้พูดถึงเสียนานคือ Screen Sharing คือการแบ่งปันหน้าจอ Mac ให้เพื่อนดู ช่วงที่เปลี่ยนจาก iChat เป็น Messages นั้น Apple กลับไม่ได้นำความสามารถนี้มาให้ใช้ได้แบบสบายๆ (ถ้าจะใช้ต้องไปขุดกันเอาเอง ซึ่งใช้ยากมาก)

ส่วนความลื่นของ Screen Sharing นั้นเท่าที่ผมลองใช้ดูก็ลื่นพอสมควร (ไม่ถึงกับลื่นมาก) ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความเร็วเน็ตของผู้ใช้ด้วยนะครับ

วิธีการใช้ Screen Sharing ก็คือเปิด Messages ใน Mac ของตัวเอง กดเพื่อนที่ต้องการใช้ Screen Sharing ด้านซ้าย (หรือจะเปิดบทสนทนาใหม่เลยก็ได้ครับ) หลังจากนั้นให้กด Detail ที่มุมบนขวาของหน้าต่าง กดปุ่มสี่เหลี่ยมซ้อนกันสองอัน จะมีตัวเลือกให้ขอดูหน้าจอของตนเอง หรือจะให้คนอื่นเข้าดูหน้าจอของตนเอง ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าจะให้ฝ่ายที่ดูหน้าจอเข้าควบคุมคอมพิวเตอร์ของเราหรือไม่ หลังจากนั้นคำขอจะถูกส่ง ต้องรอให้อีกฝ่ายตอบรับคำขอก่อนถึงจะเริ่มการ Screen Sharing ได้[/vc_column_text][vc_single_image image=”22447″ border_color=”grey” img_link_target=”_self” img_size=”full”][/vc_tab][vc_tab title=”Audio” tab_id=”1406426995-2-42″][vc_column_text]

Audio

[/vc_column_text][vc_row_inner][vc_column_inner width=”1/4″][vc_single_image image=”22312″ border_color=”grey” img_link_target=”_self” img_size=”full”][/vc_column_inner][vc_column_inner width=”3/4″][vc_column_text]Apple ได้เพิ่มฟีเจอร์ส่งข้อความเสียงผ่าน Messages ทั้งบน OS X Yosemite และ iOS 8 ซึ่งการส่งข้อความเสียงก็น่าจะทำให้การใช้งาน Messages สะดวกสบายมากขึ้น ตอนคุยจะได้ความรู้สึกแนวๆ Walkie-Talkie[/vc_column_text][/vc_column_inner][/vc_row_inner][/vc_tab][/vc_tabs][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/1″][vc_column_text]

รายละเอียดเพิ่มเติม

ส่วนสุดท้ายจะเป็นการเพิ่มเติมเล็กน้อยสำหรับที่เราควรรู้เกี่ยวกับ OS X Yosemite แต่ Apple ไม่ได้บอกหรือไม่ได้เน้นมากนัก

[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/2″][vc_column_text]

เสียงแป๊ะๆ หายไป

ใครที่ใช้ OS X มานานมักจะคุ้นเคยกับเสียงแป๊ะๆๆๆๆๆ เวลาเพิ่มเสียงหรือลดเสียง ซึ่งก็เป็นเอกลักษณ์หนึ่ง แต่ OS X Yosemite ปิดไว้เป็นค่าเริ่มต้น หากใครไม่สนใจอะไรก็อาจข้ามจุดนี้ไปได้ แต่ถ้าใครรู้สึกขาดๆ หายๆ สามารถเปิดได้ที่ System Preferences -> Sounds -> Play feedback when volume is changed
[/vc_column_text][/vc_column][vc_column width=”1/2″][vc_single_image image=”22348″ border_color=”grey” img_link_target=”_self” img_size=”full” alignment=”center”][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/2″][vc_single_image image=”19864″ img_link_target=”_self” img_size=”full”][/vc_column][vc_column width=”1/2″][vc_column_text]

Sukhumvit Set Font

ข่าวดีสำหรับภาษาไทยคือ รอบนี้ Apple ใส่ฟ้อนต์ Sukhumvit Set มาให้ด้วย ซึ่งเป็นฟ้อนต์ที่ทุกคนก็น่าจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เพราะเคยเริ่มใช้ใน iOS 7 แต่ก็ยกเลิกไปใน iOS 7.1 แม้รอบนี้ Apple ไม่ได้เปิดใช้ฟ้อนต์ Sukhumvit เป็นค่าเริ่มต้น แต่ก็เป็นการเพิ่มทางเลือกให้ผู้อยากใช้ฟ้อนต์นี้

เงื่อนไขการใช้งานฟ้อนต์ Sukhumvit Set คือ Apple ซื้อให้เราๆ ท่านๆ ใช้ทำงานอะไรก็ได้ เช่น พิมพ์งาน, โปสเตอร์, ตัวอักษรในไฟล์ภาพ ฯลฯ โดยผลงานต้องถูกสร้างบน OS X Yosemite เท่านั้น หรือถ้าไม่ได้ใช้ OS X Yosemite แต่คุณซื้อฟ้อนต์มาถูกลิขสิทธิ์ก็ใช้งานได้เช่นกัน แต่ฟ้อนต์ต้องไม่ถูกคัดลอกออกไป (เช่น ใส่ในไฟล์ PDF, ใช้กับข้อความที่เป็นตัวอักษรบน Server ที่ต้องแคชไฟล์ฟ้อนต์ไว้, คัดลอกไปใส่เครื่องอื่น) หากบริษัทคัดสรรดีมาก เจ้าของลิขสิทธิ์ตรวจพบการใช้ฟ้อนต์ผิดเงื่อนไขสามารถฟ้องร้องได้ – Siampod[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/2″][vc_column_text]

Dark Mode

Apple จัดให้คนชอบธีมดำด้วย Dark Mode ที่ดำทั้ง Menu Bar, Dock, Spotlight (แต่หน้าต่างยังสีเดิม) ซึ่งข้อนี้ดูเป็นทางเลือกมากกว่า สำหรับคนที่ไม่ชอบก็จัดธีมสีขาวเหมือนเดิมต่อไป

วิธีเปิด Dark Mode ให้ไปที่ System Preferences -> General -> Use dark menu bar and Dock.
[/vc_column_text][/vc_column][vc_column width=”1/2″][vc_single_image image=”22525″ border_color=”grey” img_link_target=”_self” img_size=”full” alignment=”center”][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/3″][vc_single_image image=”22555″ img_link_target=”_self” img_size=”full” border_color=”grey” alignment=”center”][/vc_column][vc_column width=”2/3″][vc_column_text]

Dictation ภาษาไทย

Apple เพิ่ม Dictation ภาษาไทยให้ OS X Yosemite เหมือนบน iOS 8 เป็นแบบ Live Dictation คือเมื่อเราพูดแล้วข้อความจะปรากฏบนหน้าจอในเวลาไม่นานนัก (ถ้าไม่ใช่ Live ต้องรอให้พูดจบก่อนข้อความจึงปรากฏ) ซึ่งจากที่ทดสอบมาก็นับว่าแม่นมากถ้าไม่เจอคำแปลกๆ พิสดาร ลองดู iOS 8 เป็นตัวอย่างครับ วิธีการทำงานไม่ต่างกัน

วิธีเปิด Dictation ภาษาไทยบน OS X ให้ไปที่ Settings -> Dictation & Speech ติ๊กตรง Use Enhanced Dictation หลังจากนั้นเปิดช่อง Language กดแท็บ Customize แล้วติ๊กถูกภาษาไทย โดยจะต้องดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่พอสมควรก่อนเริ่มต้นใช้งาน โดยวิธีใช้งาน เพียงกดปุ่ม fn สองครั้ง ก็จะขึ้นรูปไมค์ ให้อยู่ห่างจากไมโครโฟนของเครื่องในระยะหนึ่งแล้วจึงพูด พอพูดเสร็จให้กดปุ่ม fn รูปไมค์ก็จะหายไป[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/1″][vc_column_text]

บทสรุป

OS X Yosemite เป็นการออกแบบใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในรูปลักษณ์ หรือการใช้งาน ซึ่งหลายคนอาจเกลียดดีไซน์นี้ แต่โดยส่วนตัวผมเห็นว่าเกลามาดีกว่า iOS พอสมควร ใช้ไปไม่นานก็ชิน

ส่วนการเลือกจะอัพเกรดหรือไม่ ผมคิดว่าอัพเกรดไปเถอะครับ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ติดปัญหาเรื่องซอฟต์แวร์ที่จำเป็นต้องใช้งานยังไม่อัพเดตรองรับ OS X Yosemite ก็อย่าเพิ่งอัพเดตฮะ ต้องรออัพเดตก่อน มิฉะนั้นจะเสียงานเสียการเปล่าๆ ครับ

สำหรับมือใหม่ที่จะอัพเกรด โปรดอ่านเพิ่มเติมที่: คู่มืออัพเดต OS X Yosemite[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]