Apple-Products-2

ก่อนจะเริ่ม ขอแจ้งล่วงหน้าครับว่า เนื้อหาจะยาวและค่อนข้างละเอียดมาก เอาล่ะครับ ถ้าพอจะมีเวลา เรามาย้อนความไปหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้า เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2013 ที่ Moscone Center, San Francisco กัน

ความคาดหวัง และการเดิมพันหมดหน้าตัก

นับตั้งแต่แอปเปิลถือกำเนิดมา แอปเปิลได้มีมนต์เสน่ห์ส่วนตัวที่เรียกว่าเป็น “ผู้เปลี่ยนเกม” มาโดยตลอด ความหมายคือแอปเปิลมักจะนำเสนอสิ่งที่ผู้คนไม่คาดคิดและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการ ตั้งแต่ apple II (1977) , Macintosh (1984), iMac (1997), iPod (2001) จนถึงยุค iPhone (2007) และ iPad (2010) ดังนั้นสิ่งที่สาวกแอปเปิลคาดหวังอยู่เป็นอันดับแรกของกระดาน คือผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโลกจากแอปเปิล

นับตั้งแต่วันที่สตีฟ จ๊อบส์ จากไป นอกจากแอปเปิลจะโดนหมายหัวจากคู่แข่งอย่าง Samsung แล้ว คนทั้งโลกก็จับตามายังแอปเปิลลูกนี้ว่า “จะเป็นยังไงถ้าไม่มีจ๊อบส์?”

และนับจากวันนั้นมาสินค้า iPhone, iPad, iPod, Mac ก็ไม่ได้สร้างความกังวลให้คู่แข่งมากนัก รวมทั้งไม่ใช่สิ่งที่เหล่าสาวกประทับใจเอาเสียเลย… จริงอยู่ iPhone 5 คือไอโฟนที่ขายดีที่สุดเท่าที่เคยทำมา และ iPad mini คือไอแพดที่ขายดีที่สุดเช่นกัน ยอดขายเป็นตัวสะท้อนว่าความสามารถในการจัดจำหน่ายและการบริหาร Supply Chain นั้นยอดเยี่ยม ซึ่งนั่นเป็นจุดแข็งของทิม คุก ส่วนเสียงตอบรับจากสาวกจะออกไปในเชิงผิดหวังเสียมาก

iPhone Announcement

และแล้วฟ้าก็ผ่าลงมา… เปรี้ยง! สก๊อต ฟอร์สตอล อดีตลูกหม้อของจ๊อบส์ ฮีโร่ที่เป็นคนพัฒนาไอโฟนได้สำเร็จ (และว่าที่ซีอีโอในใจหลายๆ คน) กลับโดนเด้งด้วยเรื่อง “ผลงานไม่เข้าตา” และนั่นคือเดือนตุลาคม 2012

หลังจากเดือนนั้น..แอปเปิลก็ไม่ได้เปิดตัวสินค้าอะไร พวกเราก็เริ่มหมดแรงรอ หลายคนเริ่มหวั่นใจว่า ถึงคราวแอปเปิลจะแย่เสียแล้ว แน่นอนว่าแอปเปิลไม่มีปัญหาเร่ืองเงิน แม้ราคาหุ้นจะตก แต่ของยังขายได้ดีมาก สิ่งสำคัญที่แอปเปิลเสียไปคือ “ศรัทธา” จากเหล่าสาวกทั่วโลก และทันทีที่มีการประกาศกำหนดการ WWDC 2013 ออกมา ก็กลับกลายเป็นการเดิมพันศรัทธาครั้งที่ใหญ่ที่สุดในยุด Post-Jobs era เดิมพันนี้สูงมากกว่าที่ใครหลายคนคิด ความคาดหวังพุ่งขึ้นสูงสุด

จุดเปลี่ยนได้มาถึงแล้ว…

10.00 AM, Pacific Time

เช่นเคยเหมือนทุกปี บรรยากาศงาน WWDC เต็มไปด้วยผู้คน นักพัฒนาและสื่อจากทั่วโลก โดยเฉพาะวันเปิดงานซึ่งจะมี Keynote โดยผู้บริการ apple และมักจะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศงาน WWDC 2012 ค่อนข้างจะเงียบเหงา และไม่ค่อยมีความตื่นเต้นมากเท่าไหร่ แต่วันนี้ก็มีผู้เข้าร่วมงานนับหมื่นคนมารอดู และทันทีที่วีดีโอเปิดงานจบลง ทิม คุก แอปเปิลซีอีโอ ก็ปรากฎตัวในเสื้อเชิ๊ตดำพร้อม Nike คู่เก่ง เครื่องแบบประจำตัว

เริ่มต้นที่ Mac

“คนเข้ามาที่ apple store วันละ 1 ล้านคน”

ทิม คุก ยังคงมีท่าทีนิ่งสงบเหมือนเคย การพูดเนิบช้าเป็นเอกลักษณ์ยังชัดเจนอยู่มาก แต่วันนี้ดูจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษแถมยังยิ้มไม่หยุด ซึ่งฟังดูแล้วดีขึ้นกว่า Keynote ครั้งแรกๆ มาก ถ้าไม่ใช่เพราะฝึกมาดี ก็ต้องมีอะไรมาโชว์แน่ๆ ถึงได้ตื่นเต้นขนาดนี้ แต่ก็คงไม่ใช่ตัวเลขคนเข้า apple store หรือจำนวนดาวน์โหลด 50,000 ล้านใน app store แม้ว่ามันจะสูงมากก็ตามที

ต่อด้วยการสาธิตแอพจาก Third Party Dev อย่าง ANKI ที่เกือบจะเป็นหายนะ ทำให้ใจหายไม่น้อยแต่ก็ผ่านไปด้วยดี

izwyorju0fbl_verge_super_wide

เครก เฟเดอริกี รองประธานฝ่ายซอฟต์แวร์ได้ขึ้นมาประกาศ OS X เวอร์ชั่นใหม่ นั่นคือ OS X 10.9 Mavericks ซึ่งเท่าที่ดูฟีเจอร์โดยรวมอย่าง Finder Tab, Tags, Multiple Display ดูจะเป็นเรื่องพื้นฐาน ส่วนที่น่าประทับใจคือความพยายามทำให้ OS X เก่งขึ้นแต่ใช้แรงน้อยลง มี App Nap มาลดการใช้พลังงาน และฟีเจอร์ของ Calendar ใหม่ที่มีการเชื่อม Map และสภาพอากาศดูจะเป็นประโยชน์มากกับคนทำงาน

4r2e-u8el867_verge_super_wide

ส่วนที่น่าฉุกคิดขึ้นมา คือ feature ที่ชื่อ iCloud Keychain ที่ต่อไปนี้จะเก็บข้อมูล Password ทุกอย่างแม้กระทั่ง Wifi ไว้ใน iCloud แล้วเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ บัตรเครดิต อีเมล เฟซบุ๊ค ฯลฯ เราจะไม่ต้องจำพาสเวิร์ดอีกแล้ว พาสเวิร์ดเดียวที่ต้องจำคือ apple id นี่เป็นกลยุทธอีกอย่างที่อาจสามารถดึงให้ผู้ใช้อยู่ใน eco system ของ iCloud ได้ นอกจากนี้ ถ้าข้อมูลทั้งหมด (ขอเรียกว่า Credential) ข้ามไปมาระหว่างอุปกรณ์ แล้วใน iPhone 5s มีเครื่องอ่านลายนิ้วมือจริงๆ ตามข่าวลือ ต่อไปนี้เราเลิกจำพาสเวิร์ดกันได้เลย

wz-kdeab_f2f-1

ปล่อยของแบบดุๆ

ว่ากันด้วยเรื่องของแม็คกันต่อกับฟิล ชิลเลอร์ ที่รับหน้าที่เปิดตัวสินค้าสำหรับวางขายใน apple store สำหรับ MacBook Air ที่มีการอัพสเปคครั้งนี้ไม่ถือว่าน่าตื่นเต้นอะไรนอกจากแบตเตอรี่ที่เคลมว่าใช้งานได้นาน 9-12 ชั่วโมง (ใช้งานจริงน่าจะได้ (5-8 ชม.) และราคาที่ถูกลงอย่างน่าใจหาย แถมยกเลิกรุ่น 64 GB SSD การปรับสเปคครั้งนี้น่าจะทำให้เหล่า Entry User และ Switcher ที่อยากเปลี่ยนใจมาใช้แม็คน่าจะตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เทียบราคากับ ultrabook ของฝั่ง Samsung ที่สเปคใกล้เคียงกัน ถือว่าราคาต่ำกว่าเกือบหมื่นบาท พร้อมกันนั้น ฟิลได้เปิดตัว AirPort Extreme และ AirPort Time Capsule รูปร่างสวยงามซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรใหม่มากนัก

Screenshot_on_2013-06-10_at_20.03.27_verge_super_wide

จริงๆ การเปิดตัวสินค้าที่เป็น Hardware ครั้งนี้ควรจะจบลงตรงนี้ อย่างที่บอกว่าเดิมพันในงานนี้สูงมาก ทางแอปเปิลเองก็ต้องการแสดงอะไรให้เห็นว่าเรายังมีงานเจ๋งๆ เหมือนกัน เลยต้องถึงมือพี่ใหญ่ของฝั่งแม็ค นั่นคือ Mac Pro ที่ไม่ได้มี Model Change มานานถึง 7 ปี ถึงขนาดมีวีดีโอเปิดตัวเป็นของตัวเอง และหน้าเว็บของแอปเปิลเองก็มีหน้าพิเศษสำหรับ Mac Pro โดยเฉพาะ ไม่ต้องสงสัยว่าแม็คโปรตัวนี้เป็นที่ฮือฮาในงานวันนั้นมาก ด้วยรูปลักษณ์ที่แปลกแตกต่างจากการเป็นเครื่องรุ่นใหญ่ของแอปเปิลมาโดยตลอด คราวนี้แปลงร่างมาเป็นทรงกระบอกขนาดเล็กและสเปคที่ล้ำหน้า PC ในยุคนี้ไปมาก พร้อมโชว์แสนยานุภาพด้วยการเปิด “ใส้ใน” ให้เห็นกันเลยว่าทำงานยังไง (ไม่ต้องรอข่าวลือหรือภาพหลุดอีกต่อไป)

ตบท้ายด้วยการปะทีเด็ดไว้กับ Mac Pro ว่า “Design by Apple in California. Assemble in USA.” ตอบโจทย์เรื่องการย้ายฐานการผลิตกลับมาที่สหรัฐฯ เพื่อการันตีคุณภาพได้อย่างเต็มปาก ก่อนจากกัน ฟิลได้กล่าววรรคทองของงาน WWDC ครั้งนี้ ที่ผู้คนที่เคยสบประมาทแอปเปิลไว้จะต้องจดจำไปอีกนาน

Can’t innovate anymore my ass.

สังเกตได้ชัดเลยว่าครั้งนี้ฟิลตั้งใจ “ปล่อยของ”​มากๆ ด้วยเหตุว่าแอปเปิลมักโดนสบประมาทอยู่บ่อยๆ กับสินค้าบางไลน์ที่ไม่ได้ปรับรูปร่างมานาน หรือที่ปรับก็ปรับไปไม่มาก (iMac ก็หน้าตาเหมือนเดิมแต่บางลง MacBook Pro Retina ก็ใช้พื้นฐานการออกแบบจาก MacBook Pro เดิม) วิธีการพูดที่รวดเร็ว แรง และตอกประโยคเจ็บๆ แบบนี้ คุณชิลเลอร์แกคงอยากจะพูดมานานมากจริงๆ

hero

กลุ่มเมฆที่ไร้ประโยชน์สำหรับคนไทย (ส่วนใหญ่)

ทิม คุก กลับขึ้นมานำเสนอบริการ iCloud พร้อมสถิติของผู้ใช้งาน ทั้ง iTunes in the Cloud และ Game Center แต่พระเอกคราวนี้ไปตกอยู่กับ Software ที่คนไทยน้อยคนนักจะใข้งานจริงอย่าง iWork

คุณคุกได้เรียก โรเจอร์ รอส ที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนขึ้นมาสาธิต iWork for iCloud แรกเริ่มคุณรอสเปิดประเด็นเลยว่า “เราจะได้เห็น iWork เวอร์ชั่นใหม่ในปีนี้แน่”

ว่ากันตามตรง iWork for iCloud ไม่เป็นที่น่าตกใจนัก ความสามารถส่วนใหญ่เหมือนกับที่เราได้เห็นไปใน iWork บน OS X และ iOS สิ่งที่ดีขึ้นคือเราสามารถใช้งานผ่าน Web Browser ได้ รวมทั้งเราสามารถใช้ iWork บน Windows ได้เป็นครั้งแรก

ไม่ว่าจะเป็นบริการ iCloud หรือ iWork for iCloud เอง คงไม่ใช่ความสนใจของคนไทยส่วนใหญ่ที่ใช้ Microsoft Office ในการทำงาน หรือผู้ใช้ iPhone ที่ไม่ได้รู้เลยว่าเวลาโทรศัพท์หายแล้วจะได้เบอร์โทรกลับมายังไง เนื่องจากคนไทยส่วนหนึ่ง (จำนวนมาก) ยังใช้การโหลดแอพผ่านแอพตู้ตามร้านต่างๆ ซึ่งทำให้บางคนไม่มี apple id ด้วยซ้ำ น่ากลัวมากนะครับ ยิ่งช่วงหลังของ WWDC ผมจะอธิบายเกี่ยวกับประเด็นนี้อีกครั้งในเนื้อหาส่วน iOS

สุดท้ายก็ขอภาวนาให้ iWork ’13 หรือ ’14 มาเร็วๆ และสามารถต่อสู้กับ MS Office ได้อย่างสมภาคภูมิ

tim-cook-ios7-wwdc-2013

iOS 7 พระเอกของงาน

ความคาดหวังที่สูง ย่อมตามมาด้วยผลตอบแทนที่สูงเช่นกัน

พระเอกของงานประชุมนักพัฒนา คงไม่สามารถเป็นเรื่องอื่นไปได้นอกจาก Software และหนึ่งในแพลตฟอร์มที่แพร่หลายที่สุดในโลกยุค Post PC ย่อมหนีไม่พ้นระบบ iOS ซึ่งเดินทางมาถึงเวอร์ชั่นที่ 7 ในระยะเวลา 6 ปี

ทิม คุก ได้กลับมาบนเวทีอีกครั้ง พร้อมตัวเลขของผู้ใช้งาน iOS ที่เหนือกว่า Android ในบางอย่าง และรางวัลต่างๆ ที่ได้รับ สิ่งหนึ่งที่ทางทีม MacThai เคยชี้ให้เห็นคือ iOS จะถูกผลักดันให้กลายเป็น E-Commerce Platform เมื่อนับรวมสถิติที่คุณคุกแสดงเรื่องการใช้ iOS ซื้อของในช่วง Black Friday รวมเข้ากับระบบ iCloud Keychain ที่เก็บข้อมูลบัตรเครดิต และระบบอ่านลายนิ้วมือของ iPhone 5s ระบบ iOS จะเติบโตในแง่ปริมาณการใช้งานที่สร้างรายได้ (Commercial Transaction) ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนหลังเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ และจะสร้างอัตราต่อรองกับ Android เพิ่มขึ้นสูงมาก

อย่างไรก็ดี iOS 7 มีความคาดหวังที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงหลังจากที่สก๊อต ฟอร์สตอล ถูกไล่ออก แอปเปิลได้จัดทัพใหม่โดยให้เซอร์โจนาธาน ไอฟ์มาดูแลการออกแบบ UI เครก เฟเดอริกี มาดูแลโปรแกรมมิ่ง และเอ็ดดี้ คิว มาดูแลส่วนบริการต่างๆ รวมถึง Siri

iOS-7-apps

การเปิดตัวอย่างอลังการด้วยวีดีโอ พร้อมการให้เสียงของจอนนี่ ทำให้การเปิดตัวเป็นไปด้วยความยิ่งใหญ่ และเหมือนสะกดจิตกลายๆ (เรามักเคลิ้มทุกครั้งที่ได้ยินเสียงหล่อๆ ของท่านเซอร์) รูปลักษณ์ของ UI ใหม่แบบ “ล้างบาง” ในขณะที่ UX ยังคงเดิมทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้งาน และยังสร้างแรงกระเพื่อมได้เป็นอย่างมาก

เหล่าสาวกแอนดรอยด์และวินโดวส์โฟนคงได้เห็นหน้าตาแล้ว อาจบอกว่าแอปเปิลก๊อปกันเห็นๆ อันนี้ก๊อปจากอันนี้ อันนั้นก๊อปจากอันโน้น ใช่ครับ.. พวกเราก็รู้สึกว่าครั้งนี้หลายอย่างแอปเปิลก๊อปมาเห็นๆ แต่อย่าลืมว่าแอปเปิลก็ก๊อปมาแล้วหลายอย่าง แต่ทำให้ดีกว่าและใช้งานง่ายกว่าเท่านั้นเอง (Great artists steal.. what’s not patented.)

ผมคงไม่ลงรายละเอียดอะไรกับหน้าตาของ iOS 7 เพราะเนื้อหาก็มีอยู่ในข่าวอื่นๆ แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือ ส่วนที่เปิดตัวในวันนี้เป็นข้อมูลที่ผิวมากๆ และยังมีเรื่องทางเทคนิคที่เปลี่ยนแปลงไปอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานการต่อเกมคอนโทรลเลอร์ การปรับการทำงาน Multitasking Air Drop แอพ Photo ที่ฉลาดขึ้นมาก และสิ่งที่ผมกลัวมากๆ สำหรับผู้ใช้งานในไทยที่ชื่นชอบการลงแอพตู้ นั่นคือ “Activation Lock”

Activation Lock คือการล๊อคเครื่องอย่างถาวร ตราบใดที่ผู้ใช้ไม่มี apple id ของเจ้าของเครื่อง ไม่ว่าจะล้างเครื่อง จะปิดเปิดหรือรีเซท ก็จะใช้งานเครื่องไม่ได้เด็ดขาด ฟีเจอร์นี้จะมีประโยชน์มากถ้าเจ้าของเครื่องมี apple id แล้วเปิด iCloud ไว้ เราไม่ต้องกลัวเครื่องเราจะถูกเอาไปขายหรือล้างเครื่องขายตามร้านมือสองอีกต่อไป เพราะถ้าเปิดเครื่องเมื่อไหร่ เราก็จะรู้ทันทีและเครื่องจะใข้งานไม่ได้

เรื่องที่น่ากลัวคือ ผู้ใช้งานในไทยส่วนหนึ่งไม่ได้รู้ว่า apple id ของตัวเองคืออะไรด้วยซ้ำ แต่เอาชีวิตไปฝากไว้กับร้านแอพตู้ ถ้าเกิดว่า ร้านแอพตู้นั้นเปิด iCloud Service ด้วย apple id ของร้าน แล้วสั่ง Activation Lock เครื่องลูกค้าจากระยะไกล ลูกค้าจะไม่สามารถทำอะไรได้เลยเนื่องจากไอโฟนถูกจับเป็นตัวประกันไปแล้ว ฉะนั้นใครที่ใช้บริการแอพตู้อยู่ ขอแนะนำให้เปลี่ยนมาใช้ apple id ส่วนตัว แล้วเปิดบริการนี้เองดีกว่าครับ

iTunes Radio

ยังไม่จบกับ iOS 7 เพราะยังมีส่วนที่เป็น Service ที่เอ็ดดี้ คิวดูแล ทั้ง Siri, App Store และ iTunes ในครั้งนี้ iTunes Radio ที่เป็นดาวเด่นกลับไม่ได้ฉายแววเท่าที่ควร ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Spotify นั้นมีบริการที่เหนือว่าอย่างมาก ส่วน Siri และ App Store เองก็ไม่ได้มีการอัพเดทอะไรมากนัก

สรุปแล้ว iOS 7 ก็สร้างความเปลี่ยนแปลงในความประทับใจในการเปิดตัวครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี ก่อนตบท้ายว่าเวอร์ชั่น Beta สำหรับ iPhone พร้อมให้ดาวน์โหลดแล้ว และตัวเต็มจะออกช่วงฤดูใบไม้ร่วง

Screen Shot 2556-06-17 at 2.53.37 AM

ทำไมถึงมีแต่ iPhone beta?

ขอเดาคำตอบง่ายๆ ว่า “ทำไม่ทัน“ลองย้อนไทม์ไลน์กันดู เดือนตุลาคม 2012 สก๊อตถูกไล่ออก – 10 มิถุนายน 2013 เปิดตัว iOS 7 พร้อม beta 1 สรุปว่า iOS 7 มีเวลาพัฒนาเท่าไหร่กันแน่? ลองคำนวณเล่นๆ กันดู 2 สัปดาห์จัดทีมใหม่ + 2 เดือนออกแบบ + 4 เดือนพัฒนา + 2 เดือนทดสอบและแก้ไข = 8.5 เดือนพร้อมเปิดตัว!!!

ลองดูสมการก็จะเห็นได้ว่าไม่น่าแปลกใจแม้แต่น้อยที่เคยมีข่าวว่า iOS 7 อาจจะดีเลย์ จนทำให้ต้องระดมทีมแทบจะทั้งบริษัทมาพัฒนา iOS กันอุตลุต ใครที่เคยอยู่ในโปรเจคลักษณะนี้คงพอเข้าใจ แม้ว่าจะมี Roadmap และฟีเจอร์ที่ถูกวางแผนไว้แล้ว แต่การรื้อ UI และโปรแกรมใหม่ขนาดนี้ถึงกับรากเลือด สุดท้าย ณ วันเปิดตัว ก็ต้องเลือกที่จะโชว์เฉพาะไอโฟนก่อนนั่นเอง

น่าชื่นชมคุณเฟเดอริกีว่าสามารถคุมทั้ง 2 ส่วน ทั้ง iOS และ OS X ให้เปิดตัวได้ทันตามกำหนด และทีมงานอีกหลายร้อยชีวิตที่โชว์ Deep Collaboration กันอย่างเต็มที่ สุดยอดจริงๆ ครับ!!

image3

เกร็ดต่างๆ และสรุปงาน WWDC

  • ในการเปิดตัว แอปเปิลได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ต่างๆ ดังนี้
  1. Software : iOS 7, OS X 10.9 “Mavericks”+ Safari, iWork for iCloud
  2. Hardware : MacBook Air (minor), AirPort Extreme and Time Capsule (model), Mac Pro (model – sneak peek)
  3. Service :  iTunes Radio
  • คนที่มีช่วงเวลาพูดใน Keynote มากที่สุด คือ เครก เฟเดอริกี ดาวรุ่งดวงใหม่ของแอปเปิลที่นำเสนอได้สนุก ตลก ลื่นไหล น่าจับตา
  • “OS X Sea Lion”, “ไม่มีวัวเวอร์ชวลถูกทำร้ายในการออกแบบปฏิทินใหม่”, “ไม่มีสักลาดสีเขียวอีกแล้ว” คือมุกจิกกัดของเครก
  • ตอนนั่งฟัง Keynote นั้น Jony Ive นั่งติดกับ Dan Riccio (Hardware), Al Gore และ Laurene Powell Jobs
  • Steve Wozniak ดูจะไม่ตื่นเต้นกับอะไรเหมือนทุกครั้ง
  • สิ่งที่หายไปจากการคาดเดาของนักวิเคราะห์และคนบางกลุ่ม คือ iPad mini Retina, iPhone 5s, iPhone mini, MacBook Pro Retina, iWatch
  • วีดีโอนำเสนอ iOS 7 ที่ Jony Ive ให้เสียงพากย์นั้น เพราะแกไม่อยากขึ้นไปพูดบนเวที เลยอัดวีดีโอแทน
  • ระหว่างการนำเสนอ iOS 7 มีช่วงหนึ่งที่เห็นไอคอนของแอพ Candy Meleon โดยนักพัฒนาไทยอยู่บนจอด้วย (เอ้า เฮ!)
  • ประโยคอมตะ “Can’t innovate anymore my ass.” – Phillip Schiller, 2013
  • นี่อาจเป็น Keynote ที่ดีที่สุดตั้งแต่การเสียชีวิตของ Steve Jobs
  • และแสดงให้เห็นแล้วว่าแอปเปิลไม่ได้ฝ่อ ไม่ได้ Return แต่ Reborn กลายเป็นแอปเปิลยุค Post-Jobs era ที่เติบโตโดยทีมบริหารในลักษณะองค์กร พร้อมการประสานงานที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โมเดลการจัดทัพของทิม คุก ใช้งานได้จริง และเราคงจะเห็นศักยภาพของแอปเปิลเพิ่มมากขึ้นอีกในปีนี้อย่างแน่นอน

เรียบเรียงโดย ทีมงาน MacThai.com

About themacci

แฟนพันธุ์แท้สตีฟ จ๊อบส์ อีกคนหนึ่ง | ชายผู้วิ่งไล่ตามความฝัน
อยู่ระหว่างการก้าวข้ามไปสู่ชีวิตเรียบง่าย และตามหาความหมายของชีวิตแบบอยู่เพื่อกิน
Contact : @themacci, Gmail

Leave a Reply