Cue vs. Federighi ความเห็นต่างกันเรื่อง Apple Intelligence เพื่อหาทางออกจากวิกฤต AI ของ Apple
ท่ามกลางสถานการณ์การแข่งขันด้าน AI กันอย่างดุเดือด ภายในของแอปเปิลก็เกิดความขัดแย้งเพราะความคิดเห็นไม่ตรงกันระหว่างผู้บริหารทั้ง 2 อย่าง Eddy Cue และ Craig Federighi เกี่ยวกับ Apple Intelligence ที่ตอนนี้ค่อนข้างที่จะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ซึ่งตอนนี้แอปเปิลกำลังเผชิญกับการชั่งใจระหว่างการจ่ายเงินเพื่อซื้อตัวคนเก่งด้าน AI มาพัฒนา หรือว่าจะยึดมั่นในอุดมการณ์และวัฒนธรรมของตัวเองที่ตอนนี้เริ่มมีแรงกดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังกำลังชั่งน้ำหนักการซื้อกิจการ Mistral และ Perplexity
เพราะ Perplexity ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Nvidia และ Jeff Bezos ถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจและอาจทำให้แอปเปิลสามารถนำไปใช้กับการเสิร์ชของตัวเองได้ทันที ส่วน Mistral ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ก็จะช่วยเรื่องการสร้างความแข็งแกร่งให้กับแอปเปิลได้
โดยด้านเอ็ดดี้ก็เคยผลักดันให้ทิม คุกซีอีโอของบริษัทให้ซื้อ Beats เมื่อ Spotify เติบโตขึ้น และเชื่อว่าการเข้าซื้อกิจการ Mistral หรือ Perplexity อาจจะเป็นทางออกที่ช่วยให้แอปเปิลตามทันเรื่อง Generative AI ในตอนนี้ได้
กลับกันด้านเคร็กหัวหน้าฝ่ายซอฟต์แวร์ก็ไม่ได้เห็นด้วยเท่าไหร่นัก เพราะเขาเองก็โต้แย้งมานานว่าแอปเปิลสามารถสร้างสิ่งที่ต้องการได้เองไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมอะไรก็ตาม และเขาเองก็ต่อต้านในการซื้อบริษัทอื่น ๆ มาโดยตลอดในอดีต
เรียกได้ว่าการแบ่งแยกเพราะความคิดเห็นต่างกันนี้ ก็สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้นของบริษัทภายใน เพราะต้องแข่งเรื่อง AI ในจังหวะที่เจ้าอื่นเดินนำหน้าไปก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Google หรือ OpenAI ที่ก้าวหน้าในเรื่องนี้ไปอย่างรวดเร็ว และมีโปรดักต์ที่ค่อนข้างแข็งแรง
แต่ในการพิจารณาคดีเมื่อเดือนที่แล้วด้านเอ็ดดี้ก็มีความกังวลและมองว่า การมี AI เข้ามานั้น นับเป็นภัยคุกคามต่อแอปเปิลได้เช่นกัน เพราะ AI ขั้นสูงอย่าง Gemini ของ Google และ ChatGPT ของ OpenAI เป็นการคุกคามธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดที่แอปเปิลเคยเจอ
อีกทั้งนักวิเคราะห์เองก็เริ่มสงสัยว่าแอปเปิลจะมีเวลาเหลือเท่าไหร่ ในการพัฒนาหรือหากลยุทธ์เพื่อที่จะมี AI ของตัวเองก่อนที่ธุรกิจจะได้รับผลกระทบ ซึ่งทั้งด้านภาวะผู้นำที่เริ่มอ่อนแอ และความขัดแย้งภายใน รวมถึงการตัดสินใจบางอย่างที่ผิดพลาดไป การที่แอปเปิลยังคงล้าหลังคู่แข่งอยู่หลายปีก็อาจจะเป็นคำตอบ
เพราะคู่แข่งต่าง ๆ ก็รุกหนักในสนาม AI เช่นกัน อย่าง Meta เองก็ทุ่มเงินอย่างไม่ลังเล โดยทุ่มเงิน 14.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซื้อหุ้นเกือบครึ่งหนึ่งของ Scale AI โดยให้ Alexandr Wang ผู้ก่อตั้งรับผิดชอบแผนก Super Intelligence ใหม่
และ Google ก็นุญาตให้ใช้เทคโนโลยีการเขียนโค้ดของ Windsurf เป็นมูลค่า 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้วิศวกรระดับสูงของ Meta เข้ามามีส่วนร่วมใน DeepMind มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวครั้งต่อไปอย่างที่ทิม คุกเคยบอกกับนักลงทุนไว้ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ว่าเปิดรับการเข้าซื้อกิจการทุกสเกล และจะเร่งตามแผนงานที่มีอยู่ ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้นก็คงต้องให้เวลาเป็นเรื่องพิสูจน์ว่าแอปเปิลจะใช้เวลาที่ตามหลัง กลับมาในฐานะผู้นำด้าน AI ได้อย่างแท้จริงได้หรือไม่