รู้จัก iTools, .Mac และ MobileMe บริการออนไลน์ของ Apple ในอดีตก่อนจะมาเป็น iCloud

ปัจจุบัน Apple มีให้บริการ iCloud สำหรับผู้ใช้ iPhone อย่างแพร่หลาย แต่กว่าที่ iCloud จะเกิดขึ้นมาได้นั้น Apple ก็ผ่านการให้บริการออนไลน์จำพวกอีเมลและการซิงค์มาแล้วเกือบ 20 ปี นั่นคือ iTools, .Mac และ MobileMe

วันนี้ทีมงาน MacThai จะพาทุกท่านมาย้อนอดีตหาบริการเก่า ๆ ของ Apple กันว่า iTools, .Mac และ MobileMe ที่ตอนนี้เหลือเพียงชื่อนั้นเคยมีประวัติเป็นอย่างไรบ้างในอดีต

iTools

iTools เป็นเครื่องมือออนไลน์ยุคแรกของ Apple เปิดตัวในปี 2000 รันบน Mac OS 9 มีบริการ 4 ตัวหลัก ๆ คือบริการอีเมล @mac.com บนโปรโตคอล POP, HomePage เครื่องมือสร้างเว็บไซต์แบบง่าย ๆ, KidSafe บริการฟิลเตอร์เว็บไซต์ และ iDisk พื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์

ตอนนั้น iTools มาพร้อมกับเครื่องมือที่ดูเหมือนจะยังไม่เก่าในเชิงคอนเซปต์ในปัจจุบัน แต่ด้วยเทคโนโลยีสมัยนั้นจึงอาจจะทำได้ไม่เยอะเท่าปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นอีเมลที่รองรับเฉพาะ POP คอนฟิกได้ผ่าน Outlook Express 5 แต่ไม่มีเว็บเมลอินเตอร์เฟสให้ใช้งาน หรือพื้นที่ iDisk ที่มีให้เลือกตอนแรกแค่ 20MB ภายหลังเริ่มมีตัวเลือก 50, 100, 200 และ 400 ให้เลือกด้วยราคา 1 ดอลลาร์ต่อเมกะไบต์ และทำได้แค่โยนไฟล์เท่านั้น ไม่สามารถซิงค์ได้เหมือน iCloud Drive

ภาพจาก Amazon

.Mac

.Mac (อ่านว่า ดอท-แมค) เป็นบริการต่อยอดมาจาก iTools เปิดตัวครั้งแรกในปี 2002 ซึ่งตอนนั้น iTools มีผู้ใช้กว่า 2.4 ล้านคนแล้ว จุดสำคัญสุดของ .Mac คือ Apple เริ่มคิดค่าใช้จ่ายบริการออนไลน์ที่ 99.95 ดอลลาร์ต่อปี (ส่วน Family Pack รองรับผู้ใช้ได้สูงสุด 5 คนคิดราคา 179.95 ดอลลาร์) จากเดิมที่ iTools ฟรีสำหรับผู้ใช้ Mac ทำให้ผู้ใช้นับล้านที่เคยใช้ฟรีคงต้องมีร้องกันไม่น้อย

ฟีเจอร์ใหม่ของ .Mac คือมีอีเมล IMAP ให้ (iTools เป็น POP), ระบบเข้าใช้งานผ่านเว็บ, iDisk เพิ่มเป็น 100MB พร้อมระบบซิงค์ไฟล์, Backup ฟีเจอร์เพื่อแบคอัพข้อมูลบน Mac ขึ้น iDisk, บันเดิลแอนตี้ไวรัส Virex เข้ามาในชุด, แชร์นัดหมายผ่านปฏิทิน iCal, นำภาพจาก .Mac มาแสดงเป็นสกรีนเซฟเวอร์ได้.Mac ดูเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่ในช่วงนั้นเริ่มมีคู่แข่งอย่าง Google ที่ให้บริการอีเมลฟรีถึง 1GB ในขณะที่ .Mac ให้เพียง 15MB หลังจากนั้น Apple จึงเริ่มขยับตัวบ้าง โดยให้พื้นที่ iDisk เป็น 1GB (Family Pack 2GB)

Apple พยายามอัพเกรด .Mac อีกหลาย ๆ รอบ ทั้งการผูกกับ iLife ที่มี iPhoto, iMovie, iWeb ไปจนถึงขยายพื้นที่เพิ่ม และอินทิเกรตกับแอปบน Mac มากขึ้น แต่ตอนนั้นบริการออนไลน์อื่น ๆ มาแรงมาก และส่วนมากฟรี ในขณะที่ .Mac บางอย่างใช้งานได้ไม่ค่อยดีแถมยังเสียเงิน

ภาพจาก Apple

MobileMe

ในปี 2008 ก็ถึงเวลาที่ Apple จะเปิดตัว MobileMe เป็นบริการออนไลน์ของ Apple ในยุคถัดมาเพื่อมาแทน .Mac จุดเด่นของ MobileMe คือตัวบริการนี้เริ่มหันไปซิงค์กับ iPhone 3G ที่เปิดตัวมาพร้อม ๆ กัน เพื่อให้โทรศัพท์มือถือเข้ามาอยู่ภายใต้ ecosystem ในส่วนบริการของ Apple มากยิ่งขึ้น เน้นการพุชข้อมูลปฏิทิน, ที่อยู่ติดต่อ, มีอีเมล @me.com ให้ และมีเว็บอินเตอร์เฟสให้ใช้งาน

MobileMe ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จดีกว่า .Mac แต่ด้วยค่าใช้จ่ายถึงปีละ 99 ดอลลาร์ และ Apple เองก็พลาดที่เร่งเข็น MobileMe ออกมาให้ทัน iPhone 3G ทำให้เมื่อเปิดให้บริการจริงผลตอบรับจาก MobileMe จึงออกมาค่อนข้างแย่ ตั้งแต่บั๊กการซิงค์ที่ลบเบอร์โทรที่บันทึกไว้จนหมด หรือเซิร์ฟเวอร์อีเมลล่มจนทำให้คนใช้อีเมลไม่ได้ ร้อนถึง Steve Jobs ต้องส่งอีเมลภายในเพื่อระบุว่า MobileMe เป็นความผิดพลาดที่เร่งเข็นออกมา ทำให้ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐานของ Apple

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากนิตยสาร Fortune ด้วยว่า ตอนช่วงซัมเมอร์ของปี 2008 หลังจากที่ MobileMe เปิดตัวแล้วได้รับเสียงตอบรับในเชิงลบมากมาย Steve Jobs ถึงขั้นเรียกทีม MobileMe ไปด่าในทาวน์ฮอลที่ 4 Infinite Loop โดยตั้งคำถามว่า “อะไรที่คาดว่า MobileMe จะทำได้บ้าง” เมื่อมีคนตอบ Jobs ก็ด่ากลับไปว่า “แล้วทำไมไอเ*ยนี่ถึงทำไม่ได้ล่ะ” (So why the f*ck doesn’t it do that?) เป็นการยืนยันได้ดีว่าซีอีโอมีภาพลบต่อผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ไปแล้ว

iCloud

เมื่อมาถึงปี 2011 ก็ได้เวลาที่ Apple จะเปิดตัวบริการใหม่ รอบนี้เป็น iCloud ที่มาพร้อมฟีเจอร์เกือบทุกอย่างของ MobileMe ซิงค์ข้อมูลข้ามอุปกรณ์ได้ และที่สำคัญคือฟรี แถมมากับอุปกรณ์ของ ​Apple ทุกเครื่อง และมีอีเมล @me.com ให้ ซึ่งช่วงหลังเปลี่ยนเป็น @icloud.com

แนวคิดสำคัญของ iCloud คือการทำให้ตัวเองเป็นดิจิทัลฮับของ ecosystem ทุกอย่างภายใต้ Apple โดยช่วงแรก ๆ ที่ iCloud เริ่มต้นก็ยังขาดอะไรหลาย ๆ อย่าง ซึ่งจุดอ่อนเหล่านี้ Apple ก็ทยอยปิดเรื่อย ๆ และ iCloud ยังคงเน้นที่การผูกบริการออนไลน์เข้ากับผลิตภัณฑ์ของ Apple อย่างแนบแน่น แม้จะมีบริการบางอย่างที่ไปไม่ค่อยสวย แต่บริการหลาย ๆ อย่างของ iCloud ก็ถือว่าดูดี ทำงานได้แบบ It Just Works และ Apple ก็เน้นพัฒนาบริการบน iCloud ต่อไป

ตัวอย่างของบริการ iCloud ที่นิยมมาก ๆ ก็มี iTunes in the Cloud ซิงค์เพลงและหนังที่ซื้อจาก iTunes Store ทุกเครื่อง, Find My บริการค้นหาอุปกรณ์ Apple, iCloud Photo Library ที่ย้ายคลังภาพขึ้นไปเก็บไว้บนคลาวด์, ฟีเจอร์ซิงค์ที่อยู่ติดต่อ ปฏิทิน โน้ต บุ๊คมาร์กใน Safari, iCloud Keychain ระบบเก็บรหัสผ่านบนคลาวด์ รวมถึงแอพพลิเคชั่นหลายตัวก็มีการเชื่อมข้อมูลกับ iCloud โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว เนื่องจากแนวคิดของ iCloud คือ It Just Works ทำให้หลาย ๆ อย่างแม้ว่าจะผ่าน iCloud แต่เราอาจจะไม่เห็นว่าระบบได้ทำงานไปแล้ว

บริการออนไลน์ของ Apple ในยุคถัดไป

แม้ว่า Apple จะเริ่มบริการออนไลน์มาในยุคแรก ๆ (อย่าง Mac ก็เคยเป็นคอมพิวเตอร์ที่ต่ออินเทอร์เน็ตได้แบบไม่ต้องเซ็ทอัพเยอะเป็นเครื่องแรก ใช้ข้อนี้เป็นจุดขายอยู่ช่วงหนึ่ง) แต่มาจนถึงตอนนี้ Apple ก็ยังทำหลาย ๆ จุดได้ไม่ดีพอ ยิ่งช่วงหลังที่มีคู่แข่งเกิดขึ้นมาอย่าง Google, Yahoo หรือแม้กระทั่ง Microsoft เอง บริการออนไลน์หลายอย่างก็ยังดีกว่า Apple

แต่จุดที่สำคัญของ Apple คือบริการต่าง ๆ ผูกเข้ากับ iOS, macOS, iPadOS, tvOS, watchOS อย่างแนบแน่น ทำให้บริการหลาย ๆ อย่างที่ผู้ใช้สินค้า Apple ยังใช้กันก็มักจะเป็นบริการที่ผูกกับอุปกรณ์ แต่บริการที่ไม่ได้ผูกมาก ๆ อย่างอีเมลก็แทบไม่เห็นใครใช้เมล @icloud.com หรือ @me.com สักเท่าไร ดังนั้นบริการออนไลน์ใหม่ ๆ ของ Apple ก็คงจะเน้นการซิงค์ระหว่างเครื่องที่ต้องเป็นระบบแบบ It Just Works เพราะเป็นบริการที่ Apple ทำได้ดีพอ ๆ กับบริการออนไลน์ประเภทคอนเทนต์ (พวก Apple Music) และเป็นสิ่งที่ผูกให้คนอยู่กับ ecosystem ของ Apple มากที่สุด

Apple ก็ยังคงเดินหน้าให้บริการออนไลน์ต่อไป และบริการออนไลน์นี้เองหลายคนก็มองว่าจะเป็นตัวสร้างรายได้ให้ Apple ในยุคถัดไป เนื่องจากปัจจุบันรายได้หลักของ Apple มาจาก iPhone แต่ปัจจุบันตลาดโทรศัพท์มือถือค่อนข้างอิ่มตัวแล้ว ดังนั้นบริการออนไลน์เหล่านี้จึงจะมาช่วยเติมเต็มรายได้ของ Apple ด้วย

เรียบเรียงโดย
ทีมงาน MacThai

ข้อมูลจาก MacWorld (1, 2)