วันที่: 29/12/2018 | หมวด: Article, Exclusive, Featured, Tips | แท็ก: , ,

ปัจจุบัน การซื้อสินค้าออนไลน์เป็นเรื่องใกล้ตัว และตัวเลือกแรก ๆ ที่ผู้ใช้มักจะใช้ซื้อสินค้าก็คงจะเป็นบัตรเครดิต/เดบิต หรือแม้จะใช้ซื้อสินค้าตามร้านทั่วไป เราก็ใช้บัตรกันมากขึ้น ความปลอดภัยเกี่ยวกับบัตรเครดิตจึงเป็นเรื่องจำเป็นในยุคปัจจุบันนี้

MacThai Tips นี้จะมาอธิบายเรื่องการรักษาความปลอดภัยในแง่การเก็บรักษาบัตรเครดิต (และบัตรเดบิต) ว่า ทำอย่างไรเราจึงจะปลอดภัยจากการถูกโจรกรรมบัตรเครดิตด้วยวิธีการต่าง ๆ รวมถึงรู้จักเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับบัตรเครดิตที่น่าสนใจและมีประโยชน์ด้วย

ภาพจาก Pixabay

ภาพจาก Pixabay

บนบัตรเครดิต อะไรสำคัญบ้าง

หลาย ๆ ครั้ง ผู้ใช้บัตรเครดิตเองก็มักจะถ่ายรูปบัตรเครดิตลงโซเชียลเน็ตเวิร์ค และแน่นอนว่านั่นอาจจะเป็นพฤติกรรมเสี่ยงอย่างหนึ่งของการใช้บัตรเครดิต ซึ่งทีมงานก็จะมาอธิบายให้ฟังว่า ส่วนประกอบหลักบนบัตรมีอะไร และแต่ละส่วนสำคัญอย่างไร ส่วนไหนควรให้คนอื่นเห็น ส่วนไหนไม่ควร

ส่วนประกอบแรกคือเลขบัตรเครดิต ส่วนนี้คือส่วนสำคัญที่สุด โดยมากจะอยู่ด้านหน้าบัตร ซึ่งเลขบัตรหลักต้น ๆ จะเหมือนกันตามประเภทบัตร, ธนาคาร และ Visa/Mastercard/JCB/Amex/UnionPay ดังนั้นการปิดเลขบัตรหลักแรก ๆ จึงแทบไม่มีประโยชน์เลย ถ้าจะปิดต้องปิดให้หมด

ส่วนประกอบที่สองคือวันหมดอายุและชื่อผู้ใช้งาน โดยมากจะอยู่ด้านหน้าบัตร

ส่วนประกอบที่สาม คือเลข Security Code ส่วนนี้โดยมากจะอยู่หลังบัตร ห้ามให้ใครเห็นเป็นอันขาด โดยเฉพาะการถ่ายรูป ทางที่ดีคือควรจะหาเทปดำปิดและจำไว้ใช้งานเองจะดีกว่า และถ้ามีใครจะขอถ่ายรูปหรือซีร็อกซ์บัตรเครดิต พยายามหลีกเลี่ยงการถ่ายให้เห็นส่วนนี้

สรุปแล้ว ทั้งสามส่วนที่กล่าวมา ไม่ควรเปิดเผยไม่ว่ากรณีใด ๆ

ภาพจาก Pexels

ภาพจาก Pexels

​Best Practice วิธีการใช้บัตรเครดิตที่ควรจะเป็น

เนื่องจากตัวเลขที่ปรากฏบนบัตรเครดิตและบัตรเดบิตเป็นสิ่งสำคัญทั้งนั้น ดังนั้นเราก็ต้องป้องกันตัวเองด้วยการรักษาบัตรของเราเอาไว้ ดังนี้

  1. บัตรจะต้องอยู่กับตัวและอยู่ในสายตาเสมอ ดังนั้นถ้าไปรูดที่ร้านอาหารหรือปั๊มน้ำมันที่มักจะวางเครื่องรูดไว้ไกล ๆ ควรตามไปดูแล
  2. อย่าหยิบบัตรเครดิตออกมาจากกระเป๋าแล้วถือไว้นาน ๆ ให้รีบใช้รีบเก็บ และพยายามหาสติ๊กเกอร์มาแปะทับเลข 3 ตัวด้านหลังไม่ให้แกะง่าย ๆ
  3. ไม่ควรถ่ายรูปบัตรลงโซเชียลเน็ตเวิร์ค แต่ถ้าอยากถ่ายต้องปิดข้อมูลทั้งหมด
  4. ถ้าต้องใช้บัตรเครดิตจ่ายออนไลน์ พยายามเลือกใช้เว็บที่ใช้บริการ Payment Gateway ในท้องตลาดในขั้นตอนการจ่ายเงิน อย่างเช่น 2C2P, Omise, PayPal หรือ Payment Gateway ของธนาคาร เนื่องจากเว็บไซต์จะได้ไม่เห็นเลขบัตรเครดิตของเรา และบริการเหล่านี้จะมีมาตรฐานในการเก็บข้อมูลที่สูงกว่าร้านค้าอยู่แล้ว

บัตรเครดิต บัตรเดบิต ต่างกันตรงไหน

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าบัตรเครดิตและบัตรเดบิตต่างกันอย่างไร วันนี้ทีมงาน MacThai จะอธิบายให้ฟังครับ ซึ่งเป็นข้อที่ควรทราบเพราะจุดที่ต่างกันนี้เอง แม้ในทางปฏิบัติเราจะจ่ายบัตรเหมือนกัน แต่เบื้องหลังแล้วไม่เหมือนกัน

บัตรเดบิตนั้น เป็นมักจะเอาไว้ผูกกับบัญชี (โดยมากคือบัญชีออมทรัพย์) ซึ่งหมายความว่าก่อนที่เราจะใช้งานบัตรเดบิตเราจะต้องมีเงินในบัญชีก่อน และเมื่อเราใช้จ่ายเงินจะเป็นการหักเงินจากบัญชีนั้น ๆ ทันที

นอกจากนี้ บัตรอีกประเภทที่คล้ายกับเดบิตคือ Prepaid ผู้ใช้จะต้องเติมเงินเข้าไปก่อนใช้งานเช่นเดียวกับบัตรเดบิต แต่จุดที่แตกต่างคือ Prepaid ไม่มีการผูกกับบัญชีธนาคาร

ภาพจาก Pixabay

ภาพจาก Pixabay

บัตรเครดิต จะเปิดบัญชีขึ้นมาใหม่อีกบัญชีสำหรับการใช้จ่าย ซึ่งจุดสำคัญของบัตรเครดิตเหนือบัตรเดบิตคือวงเงิน ซึ่งโดยปกติแล้วตอนเราจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิต จะเป็นการกันวงเงินไว้เฉย ๆ แต่การจะขึ้นในใบแจ้งยอดบัตรเครดิตที่จะมาเรียกเก็บเรานั้น ร้านค้าจะต้องเรียกเก็บเงิน (อาจเป็นภายในวันนั้น หรือถัดจากนั้นหลาย ๆ วันก็ได้)

ดังนั้น เราอาจเกิดเหตุการณ์ที่รูดบัตรไปแล้วแต่ยอดไม่มา เช่น ตัดยอดวันที่ 5 รูดบัตรวันที่ 5 ยอดไม่ปรากฏในรอบบิลนั้น ก็เป็นไปได้ว่าร้านค้าไปเรียกเก็บเงินในวันถัดไป ยอดก็จะปรากฏในรอบบิลเดือนถัดไปนั่นเอง

จุดต่างกันที่สำคัญนี้ ทำให้บัตรเครดิตเมื่อมียอดแปลก ๆ เกิดขึ้น เราสามารถทักท้วงธนาคารผู้ออกบัตร และขอให้พักยอดไว้ในขณะรอการตรวจสอบได้ ในขณะที่บัตรเดบิตนั้นการจะทักท้วงเมื่อมีสิ่งผิดปกติแทบจะไม่สามารถทำได้เลย แต่ข้อดีคือบัตรเดบิตเกือบทุกเจ้ามีการเรียกหา PIN ขณะรูดจ่ายเงินแล้ว (ใช้ PIN เดียวกับกดเอทีเอ็ม) ดังนั้นจงเก็บรักษา PIN ให้ดี ๆ

บางคนอาจจะบอกว่าบัตรเดบิต/เครดิตดูได้จากบัตรเครดิตมักจะปั๊มตัวเลขนูน และพิมพ์ชื่อ ก็จริงแต่ไม่เสมอไป เพราะบัตรเดบิตบางรุ่นมีการปั๊มเลขนูนและพิมพ์ชื่อด้วย

ภาพจาก Pexels

ภาพจาก Pexels

เปิด SMS OTP ก่อนซื้อสินค้าออนไลน์ ช่วยได้ไหม

ปัจจุบันเว็บไซต์และ Payment Gateway หลายแห่งมักจะเปิดให้บริการ SMS OTP (จำพวก Verify by Visa, Mastercard Securecode, JCB J/Secure) ซึ่งทำให้ผู้ใช้จะต้องเอาโค้ดยืนยันจากโทรศัพท์มือถือทุกครั้งก่อนที่จะซื้อสินค้า ดูเหมือนจะปลอดภัยต่อบัตรเครดิตเรา แต่จริง ๆ แล้วไม่

ลองคิดดูว่า เมื่อเราเป็นผู้โจรกรรมบัตรเครดิตเอง เราจะเข้าไปใช้เว็บไซต์ที่ดักไว้ด้วย SMS OTP หรือไม่? คำตอบก็คงจะเป็นไม่ เพราะว่าทุกวันนี้มีเว็บไซต์อีกจำนวนมากที่ไม่ได้เปิดให้บริการนี้เลย และถ้าเราเป็นคนร้ายเองก็คงจะเลือกเว็บไซต์พวกนั้น

จริง ๆ แล้วระบบ SMS OTP นี้จะมีไว้เพื่อช่วยร้านค้าเป็นหลัก เพราะถ้ามีระบบนี้จะทำให้ร้านค้าไม่ต้องมีส่วนร่วมหรือมีส่วนร่วมน้อยลงในการรับผิดชอบเมื่อลูกค้าโดยขโมยข้อมูลบัตรเครดิต

แต่อย่างไรก็ดี การเปิด SMS OTP ก็เป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่งเหมือนกันครับ ฉะนั้นเปิดเถอะ

สุดท้าย เปิดบริการแจ้งเตือนการใช้จ่ายซะ

บริการแจ้งเตือนค่าใช้จ่าย ดูเหมือนจะเป็นบริการเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่การแจ้งเตือนการรูดบัตรนั้นก็จำเป็นมาก เพราะถ้ามียอดอะไรแปลก ๆ จะได้รู้และอายัดบัตรได้ทันท่วงที รวมถึงทักท้วงยอดทันด้วย จำกัดความเสียหายให้น้อยลงไปได้อีกระดับหนึ่ง

สรุป

บัตรเครดิตเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นวิธีทั้งหมดที่แนะนำก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ตามความเหมาะสม และผู้ใช้เองก็ควรจะรักษาบัตร เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดด้วย เพราะแม้ว่าการใช้จ่ายผ่านบัตรจะมีกฎหมายรองรับอยู่แล้วในระดับหนึ่ง แต่การป้องกันไว้ตัวเองไว้ก่อนเพื่อกันการถูกขโมยก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะจะได้ไม่ต้องตามแก้ปัญหาทีหลัง

เรียบเรียงโดย
ทีมงาน MacThai

About nutmos

สนใจ Apple ชอบ Apple รัก Apple
Blog : nutmos.com
Social Media : Twitter

Leave a Reply