iPhone XR : รีวิวหลังใช้จริง 1 อาทิตย์ ไอโฟนที่คุ้มที่สุดนับตั้งแต่มี iPhone มา

เป็นเวลากว่า 4 ปี ที่ iPhone รุ่นล่าสุดหน้าตาเดิม ๆ นับตั้งแต่การเปิดตัว iPhone 6 ในปี 2014 ซึ่งตอนนั้นบอกได้เลยว่าแทบจะเป็นการอัพเกรดที่สมเหตุสมผลมาก หลังจากนั้นแม้ว่า Apple จะเพิ่ม iPhone รุ่น Plus เข้ามาแต่ด้วยราคาที่สูงแตะขึ้นไปถึงสามหมื่นปลาย ๆ ถึงสี่หมื่นทำให้การเข้าถึง iPhone จอใหญ่กลายเป็นเรื่องที่ยากApple มีเป้าหมายบางอย่างมาตั้งแต่ตอนที่ Steve Jobs เปิดตัว iPhone ในปี 2007 สิ่งแรกที่ Jobs พูดถึงบนเวทีเลยคือ “จอใหญ่” Apple พยายามชูขนาดของหน้าจอมาตลอดและสิ่งนั้นกลายเป็นมาตรฐานของการออกแบบโทรศัพท์ทั่วโลกหลังจากปี 2007 เป็นต้นมา เวลาผ่านไป 10 ปี Apple ออกแบบ iPhone X ให้มีหน้าจอเต็ม (แม้จะมีติ่งอยู่ด้านบนก็ตาม) แต่ด้วยการออกแบบให้เป็นรุ่นที่เหมือนจะพิเศษ และขายในราคาสี่หมื่น ทำให้ iPhone X ยังไม่เป็นมาตรฐานเท่าไหร่ เรา ๆ ก็ยังคงซื้อ iPhone 8 หรือ iPhone 8 Plus ใช้กันอยู่ดีmacthai-iphone-xr-review-5แต่สุดท้ายวันนี้ก็มาถึง เมื่อ Apple เปิดตัว iPhone XR มาในราคาที่ถูกที่สุด และมีราคาเท่ากับ iPhone 8 ที่ใช้ Design เดิมมา 4 ปี ในราคา 29,000 บาท สิ่งนี้บ่งบอกว่าอนาคตของมาตรฐานการออกแบบ iPhone รุ่นต่อ ๆ ไป จะไปในทางนี้ (ขอบคุณ 4 ปีที่รอคอย)

iPhone XR คือ iPhone XS ที่ลดเสป็ค ?

เสป็คคร่าว ๆ ของ iPhone XR ตามที่ Apple แจ้งไว้ก็คือ

  • หน้าจอ LCD 6.1 นิ้ว ความละเอียด 1792 x 828
  • ใช้ CPU รุ่นใหม่ A12 Bionic
  • กล้อง 12 ล้านพิกเกล 1 ตัว f/1.8 ถ่ายวิดีโอ 4K ได้ 60 FPS + โหมดถ่ายภาพบุคคล
  • กล้องหน้า 7 ล้านพิกเซลแบบ True Depth + โหมดถ่ายภาพบุคคล
  • ไมโครโฟนบันทึกเสียงสเตอริโอ

ซึ่งถ้าหากเรามาลองดูกันทีละข้อ เราจะพบว่าทั้งหมดนี้จะใกล้เคียงกับ iPhone XS และ XS Max มาก ทีนี้เราจะมาลองดูสิ่งที่ XS ทำได้แต่ XR ทำไม่ได้บ้าง

  • ถ่ายภาพกล้องหลังแบบซูม Optical (เนื่องจากกล้องหลังแบบตัวเดียว) และด้วยเหตุนี้ทำให้เราไม่สามารถถ่ายภาพบุคคลแบบนำฉากหลังออกไปเหมือน iPhone XS ได้
  • กันน้ำมาตรฐานต่ำกว่า
  • XR จอเป็น LCD ความสว่าง, ความละเอียด, ความ Contrast ดีไม่เท่า Super Retina display บน iPhone XR ซึ่งเราจะมาลงลึกตรงนี้กันอีกที
  • ไม่มี 3D Touch

หมดแค่นี้ นี่คือไม่กี่สิ่งที่ iPhone XR ทำไม่ได้เมื่อเทียบกับ XS เราจะเห็นว่าฟีเจอร์ว้าว ๆ ที่ Apple เปิดตัวมาใน iPhone XS นั้น XR แทบจะทำได้หมด เช่น การถ่ายภาพแล้วมาปรับเบลอทีหลัง, ถ่ายวิดีโอเสียงแบบสเตอริโอ และเครื่องในที่แทบจะเป็นตัวเดียวกันที่มาพร้อมชิป A12 รุ่นใหม่macthai-iphone-xr-review-6ดังนั้นหากจะถามว่า iPhone XR เป็นการลดเสป็คหรือเปล่า จะตอบว่าเป็นการลดเสป็คก็ไม่ไม่ใช่ เพียงแต่ว่า Apple เลือกที่จะสร้าง iPhone XR ให้มีความสมเหตุสมผลด้านราคายิ่งขึ้น โดยหวังว่า XR จะกลายเป็น iPhone ทางเลือกสำหรับคนที่อาจจะไม่ได้ต้องการเทคโนโลยีสุดอย่าง iPhone XS และ XS Max

ขนาดที่ใหญ่กว่า XS แต่เล็กกว่า XS Max

Apple วาง position ในเชิงของขนาดหน้าจอของ iPhone XS Max ไว้อย่างน่าสนใจ เครื่องเดิมที่ทีมงาน MacThai ใช้ก่อนหน้าจะมาใช้ XR คือ iPhone 8 ที่มีขนาดหน้าจอเล็ก (และเล็กกว่า iPhone X แน่ ๆ) พอได้ลองใช้ XR ก็รู้สึกว่า ขนาดหน้าจอใหญ่สะใจเลยทีเดียว แต่ก็แลกมากับความรู้สึกว่า iPhone ของเราโตขึ้น (ใหญ่และหนักขึ้นเล็กน้อย) สิ่งนี้ทำให้รู้สึกว่า XR คือความ Medium และ XS คือ Compact และ XS Max คือ Largeและด้วยเหตุนี้นี่เองจึงทำให้ iPhone XR กลายเป็น iPhone ที่มีราคาเปิดตัว ถูกที่สุด แต่มีขนาดของหน้าจอใหญ่ที่สุด คือใหญ่กว่า iPhone 8 Plus เสียอีก macthai-iphone-xr-review-7สำหรับรูปร่างและความรู้สึก เมื่อลองใช้ดูแล้วก็รู้สึกแปลกและแปลกมือพอสมควร เนื่องจากเป็นขนาดที่ไม่เคยมีมาก่อน หลายครั้งที่ต้องกำ iPhone แน่น ๆ เนื่องจากกลัวหล่น เพราะขนาดของมันช่างไม่ชินมือซะเหลือเกินiPhone XR แอบหนาขึ้นเล็กน้อย และด้วยขอบของจอที่หนากว่า X, XS ทำให้มันดูเหมือนการเอา iPhone XS มาส่องไฟฉายขยายส่วน แต่ก็ไม่ทำให้ดูเทอะทะมากไป อยู่ในระดับที่พอดี ๆ

สรุปว่าจอ XR กากจริงหรือเปล่า

ถ้าใครที่ตามอ่านรีวิวจากเว็บนอก ก็คงจะเจอแต่บอกว่า จอ XR ห่วย กาก ไม่ได้เรื่อง (เขาว่ากันขนาดนี้จริง ๆ) ถามว่าจริงไหม ก็จริงถ้าเรานำจอ LCD ไปเทียบกับ OLED ของ iPhone XS หรือ iPhone X แต่เมื่อเทียบกับ iPhone 6, 7, 8 มันก็คือจอคุณภาพสูงแบบเดียวกันที่มีการปรับปรุงฟีเจอร์เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำสรุปสิ่งที่ด้อยกว่าที่ถูกเอามาเป็นประเด็นเลยก็คือ

  • จอไม่ได้เป็น HDR
  • จอสีดำไม่สนิทเหมือน LED (ซึ่งเป็นคุณสมบัติของ LED อยู่แล้ว)
  • ความละเอียดที่ 326 พิกเซลต่อตารางนิ้ว (ซึ่งก็เท่า iPhone 8)

macthai-iphone-xr-review-13ซึ่งเอาตามทฤษฏีก็คือมีแค่นี้จริง ๆ ความละเอียดที่ถูกเอามาเป็นประเด็นว่าแค่ 326 พิกเซลต่อตารางนิ้ว มันก็คือความละเอียดของ iPhone 8 นั่นแหละ (ส่วน 8 Plus จะเป็น 401 แล XR เป็น 458) ดังนั้นถามว่าจอ iPhone XR กากไหม ถ้าเราเอาไปเทียบกับ XS ก็คงกากกว่าอยู่แล้ว แต่ถ้าเทียบกับ iPhone รุ่นอื่น ๆ มันคือจอ Retina display คุณภาพสูงในตำนานของเดิมนั่นแหละสิ่งที่น่าสนใจอีกสิ่งหนึ่งก็คือ “จอ LCD แบบขอบมน” ทีมงานได้ลองใช้กล้องจุลทรรศน์ถ่ายบริเวณส่วนโค้งมนของขอบจอ iPhone XR ซึ่งยากมากที่จะนำมาโค้งแบบ OLED บน iPhone XS ที่ Apple ใช้วิธีการ “พับจอ” เข้ามุม แต่ LCD บน XR จะต้องมี Blacklight เป็นไฟที่ส่องทะลุมาจากด้านหลัง ทำให้ไม่สามารถเอาไปพับได้เหมือน XSmacthai-iphone-xr-review-15Apple ใช้ Hardware ร่วมกับ Software ในการปรับความหรี่ของ Pixel ย่อย RGB บริเวณส่วนโค้งของจอเพื่อให้จอออกมาโค้ง เพราะความยากคือจอ iPhone XR ความละเอียดปานกลาง ไม่ได้สูงเท่า XS ถ้าไม่ใช้เทคนิคนี้คือ เราจะเห็นจอโค้งแบบเป็นขั้นบันไดเทคนิคนี้คือเทคนิคเดียวกับการทำ antialiasing ซึ่งถูกนำมาใช้สร้างความ smooth ให้กับขอบของงานกราฟิกต่าง ๆ โดยเฉพาะตัวอักษรดังนั้น Apple ได้ออกแบบหน้าจอของ iPhone XR ให้ดีขึ้นเพื่อรองรับฟีเจอร์ที่จอ LCD เดิม ๆ อาจจะไม่สามารถให้ได้ เช่น การแตะเพื่อปลุกจอ (เนื่องจากไม่มีปุ่ม Home) หรือการทำจอขอบโค้งมน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ไม่รู้ว่าตรงไหนที่บ่งบอกว่าจอของ XR นั้นกาก

3D Touch หายไป จำเป็นแค่ไหน

สิ่งที่หายไปแล้วฟังดูเหมือนจะไม่ได้ขัดใจอะไรมาก แต่พอใช้งานจริงก็ขัดใจเล็กน้อยคือ 3D Touch หรือการกดที่จอแรง ๆ เพื่อให้หน้าจอแสดงอะไรบางอย่างเช่น เปิดกดเพื่อ Peak ดูรูปใน Instagram, Preview รูปและลิ้ง, ดู Option เพิ่มเติม, ใช้เลื่อน corsor เวลาพิมพ์ keyboard ที่ติดมาตั้งแต่ตอน iPhone 6s นั้น Apple ได้นำมันออกไปใน iPhone XR ในขณะที่ XS ยังใช้ได้อยู่macthai-iphone-xr-review-9เนื่องจากก่อนหน้านี้ทีมงานใช้ iPhone ที่มี 3D Touch มาโดยตลอด แต่ฟีเจอร์เดียวของ 3D Touch ที่ใช้เลยก็คือการกดแรง ๆ บน Keyboard เพื่อเลื่อน corsor ไปแก้คำต่าง ๆ ในส่วนนี้จำเป็นต้องทดแทนด้วยการวางนิ้วค้างบน spacebar ถึงจะเลื่อนได้ ซึ่งก็ทำให้เสียเวลาในการพิมพ์เล็กน้อย

ไขปริศนากล้องเดี่ยว ดีจริง ? สู้กล้องคู่ได้แน่เหรอ

กล้อง กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกซื้อมือถือของหลาย ๆ คนในยุคนี้ จากที่ได้ลองใช้กล้องของ iPhone XR บอกได้เลยว่า ของเล่นใหม่เพียบ สำหรับคนที่อัพเกรดมาจาก iPhone กล้องเดี่ยว หรือใครที่ใช้ iPhone กล้องคู่ ก็อาจจะว้าวเหมือนกัน (แต่อาจจะไม่มากเท่าไหร่) เพราะก็สามารถปรับความเบลอของฉากหลังในโหมดภาพถ่ายบุคคลได้ไม่แพ้ XS (ซึ่ง iPhone 7 Plus, 8 Plus และ X ทำไม่ได้ ซึ่งก็ไม่รู้เหตุผลว่าเพราะต้องอาศัยการทำ Machine Learning บนสถาปัตยกรรม A12 หรือเพราะ Apple ต้องการขายรุ่นใหม่กันแน่) macthai-iphone-xr-review-8

ถ่ายภาพแบบถ่ายก่อนแล้วมาเบลอทีหลัง

หลังจากที่ได้ลองเล่นฟีเจอร์กล้องของ iPhone XR บอกได้เลยว่าเจ๋งกว่าที่คิด เพราะฟีเจอร์ของ iPhone XR นั้นเกิดจากการใช้ซอฟแวร์ล้วน ๆ มองได้สองแง่คือ “การใช้การเบลอ” ที่เกือบจะถูกต้องตามหลัก Optical Physics และการ “เลือกบริเวณเบลอ” ที่เกือบจะถูกต้องเช่นเดียวกัน macthai-iphone-xr-review-10  macthai-iphone-xr-review-17เชื่อว่า Apple คงจะปรับปรุงให้อัลกอริทึมนี้ฉลาดขึ้นกว่านี้อีกในอนาคต แต่ก็ยังมีสิ่งที่เราควรจะรู้ไว้ก็คือ

  • กล้องหน้าของ iPhone จะถ่ายภาพแบบลบฉากหลังได้ แต่กล้องหลังจะทำไม่ได้
  • ระบบ Flash และ Retina Flash ดีขึ้นมาก ทำให้ถ่าย Selfie ตอนกลางคืนได้ภาพที่สวยงามโคตร ๆ เพราะด้านหลังคือแสงธรรมชาติที่ถูกเบลอ แต่ด้านหน้าคือแสงจาก Flash ที่ปรับสี แสง และโทนอย่างแม่นยำ
  • ด้วยความที่โหมดถ่ายภาพบุคลใช้กล้องแบบมุมกว้าง ไม่เหมือนบน iPhone กล้องคู่ ทำให้ภาพที่ได้ มีความกว้าง ลักษณะจะคล้ายกับการใช้เลนส์ Fix มากกว่าการใช้เลนส์ Tele ในการถ่าย

macthai-iphone-xr-review-21

macthai-iphone-xr-review-19

macthai-iphone-xr-review-18

macthai-iphone-xr-review-20

ระบบเสียงแบบสเตอริโอ และ 4K 60 FPS

สิ่งที่สายถ่ายวิดีโอต้องชอบ เมื่อก่อนถ้าเราจะใช้วิดีโอถ่ายหนังสั้นหรืออะไรที่อยากได้เสียงเป็นสเตริโอก็ต้องซื้อไมค์แยก แต่ตอนนี้ไม่ต้องแล้ว เพราะวิดีโอที่ถ่ายด้วย iPhone XR จะเป็นเสียงแบบสเตอริโอ ทำให้เก็บรายละเอียดและมิติของเสียงได้อย่างแม่นยำซึ่งตรงนี้ต้องรับชมและรับฟังเองถึงจะสัมผัสได้ถึงความเทพของวิดีโอจาก iPhone XR

3 วันเต็มกับ iPhone XR ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร

หลังจากที่ได้ลองใช้ลองใช้ iPhone XR มาเป็นเวลาพอสมควรที่จะบอกข้อดีข้อเสียได้แล้ว ทีมงาน MacThai ก็ได้ลอง list สิ่งที่ชอบและไม่ชอบมาได้ดังนี้สิ่งที่ชอบ

  • คุ้มค่ามากเนื่องจากมีประสบการณ์กับ iPhone 8 และ iPhone X มาก่อน และสัมผัสได้ถึงความใหม่
  • เป็น iPhone ที่มีเสป็คและฟีเจอร์ระดับเกือบจะ High-end แต่อยู่ในราคาเริ่มต้นที่ถูกที่สุด
  • กล้องน่าประทับใจมาก และตอบสนองกับการถ่ายรูปในระดับทั่ว ๆ ไปจนถึงการใช้ถ่ายทำภาพยนตร์ได้เลย
  • แบตเทพมาก และจากประสบการณ์คืออยู่ได้นานกว่า iPhone 8 Plus

สิ่งที่ไม่ชอบ

  • ขนาดที่เหมือนเอา iPhone X มาขยายเพิ่ม ทำให้หนาขึ้นและขอบใหญ่ขึ้น แต่ใช้ไปก็อาจจะชิน
  • วัสดุที่เป็นอลูมิเนียมทำให้ความพรีเมียมลดลงเล็กน้อย และสีบางสีที่ติดคราบจากมือง่ายมาก อาจจะต้องเช็ดบ่อยขึ้น
  • Apple ไม่ยอมออกเคสแบบ Official มาซะที และก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะออกเร็ว ๆ นี้

 macthai-iphone-xr-review-2

สรุป ถ้าคุณไม่ได้ใช้ iPhone X ก็ซื้อเถอะ

ทีนี้มาถึงคำถามสำคัญว่าจะซื้อดีไหม สรุปเลยก็คือทีมงานสังเกตว่าคนรอบตัวมีซื้อทั้ง iPhone XS, iPhone XS Max และ iPhone XR จำนวนเท่า ๆ กัน ซึ่งน่าสนใจมาก สำหรับคนที่เลือกซื้อ XS, XS Max เหตุผลเดียวเลยก็คือ “กล้องคู่” ส่วนคนที่ซื้อ XR หลายคนเป็นคนที่ใช้ iPhone รุ่นก่อนหน้านี้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็น 6,7,8 ทั้งรุ่น Plus และรุ่นธรรมดา ด้วยเหตุผลว่า “ควรค่าแก่การอัพเกรดแล้ว” หรือแม้กระทั่งคนที่ใช้ iPhone X แล้วมาเลือกซื้อ XR เพราะมองว่า เป็นการ “ซื้อฟีเจอร์บนมือถือที่เหมือนจะดาวเกรดแต่กลายเป็นอัพเกรด”macthai-iphone-xr-review-3เอาจริง ๆ ต้องบอกว่า Apple วาง Position ของ iPhone XR มาดีกว่า iPhone รุ่นแปลกแยกอย่าง iPhone 5C และ iPhone SE มาก ๆ และไม่รู้สึกว่าเป็น iPhone ราคาต่ำ (กว่ารุ่นอื่น) เลย ดังนั้น สรุปง่าย ๆ ก็คือ iPhone XR มีความคุ้มค่าแก่การอัพเกรดที่สุด ไม่ว่าคุณจะมาจาก iPhone รุ่นไหนก็ตาม เพราะสิ่งที่จะได้แน่ ๆ เลยก็คือ ฟีเจอร์ใหม่, ความรู้สึกใหม่ ๆ และราคาใหม่ที่เป็นราคาเริ่มต้น แต่ได้ประสบการณ์ไม่ต่างจากตัวแพงสุดอย่าง XS Max มากนัก


займ на карту мгновенно круглосуточно без отказа 15000