รู้จัก Shazam มีดีอย่างไรทำไม Apple ถึงซื้อด้วยมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์

shazam

Shazam คือแอพระบุเพลงโดยใช้การฟัง ซึ่งล่าสุดเพิ่งถูก Apple ซื้อไปด้วยมูลค่ากว่า 400 ล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทนี้เป็นที่น่าจับตามากขึ้นว่า Apple จะซื้อไปทำอะไรและ Shazam จะมีประโยชน์อย่างไรกับ Apple ในอนาคต วันนี้ทีมงาน MacThai จะนำเรื่องของ Shazam มาเล่าให้ฟัง

เกี่ยวกับ Shazam

Shazam นั้นเป็นบริษัทจากอังกฤษ มีออฟฟิศใหญ่อยู่ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร และมีออฟฟิศย่อยอีกทั้งหมด 7 แห่งในสหรัฐฯ, ออสเตรเลีย และเยอรมนี

ในช่วงแรกที่ให้บริการ Shazam คือในช่วงปี 2002 สมาร์ทโฟนยังไม่เป็นที่นิยม Shazam จึงยังไม่มีแอพ แต่ให้บริการผู้ใช้ด้วยการกด 2580 แล้วกดโทรออก จากนั้นให้มือถือฟังเพลงจากนั้นระบบ Shazam จะส่งชื่อเพลงกลับมา พอมาถึงปี 2008 ซึ่ง Apple ได้เปิดให้บริการ App Store เป็นแหล่งซื้อขายแอพสำหรับนักพัฒนาและลูกค้าเป็นครั้งแรก Shazam ก็กระโดดเข้าไปเล่นในสมรภูมินี้ทันที ทำให้ Shazam ถือเป็นแอพยุคแรก ๆ ของ iPhone และโด่งดังมาตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ และถือเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของ Shazam กับ Apple

ในช่วงหลัง Shazam ก็เริ่มขยายบริการให้มากยิ่งขึ้น ตั้งแต่การร่วมมือกับ Apple, Spotify, Tidal และอื่น ๆ เพื่อให้ผู้ใช้แท็กเพลงเสร็จแล้วก็กดรับฟังบนบริการต่าง ๆ ได้เลย เพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้ใช้มากยิ่งขึ้น หรือการใช้ Shazam แท็กโค้ดบนป้ายโฆษณา Apple Music

ความสัมพันธ์ของ Shazam กับ Apple ก้าวขึ้นไปอีกขั้น เมื่อ Apple เลือกนำระบบแท็กเพลงของ Shazam มาใส่ใน Siri บน iOS 8 ทำให้ผู้ใช้สามารถสั่ง Siri ให้ค้นหาเพลงที่กำลังดังอยู่ได้ทันที โดยไม่ต้องเปิดแอพ Shazam ซึ่งจริง ๆ แล้ว Apple เคยวางแผนว่าจะนำระบบแท็กเพลงแบบ always-on (ฟังเพลงแล้วรู้เลย ไม่ต้องสั่งให้ฟังทีละเพลง) มาใช้งานด้วย แต่ตอนนั้นคาดว่าเกิดปัญหาอะไรสักอย่าง Apple จึงถอดออกจาก iOS 8

สุดท้ายแล้ว Apple ก็เลือกเข้าซื้อ Shazam ด้วยมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์

เทคโนโลยีเบื้องหลัง Shazam

Avery Li-Chun Wang ได้เขียนรายงานวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีเบื้องหลังของ Shazam ไว้อย่างละเอียด โดยมีคำสำคัญอย่างหนึ่งคือ audio fingerprinting ซึ่งเป็นเบื้องหลังการทำงานทั้งหมด โดยเบื้องหลังจะเป็นความรู้ทางเทคนิคด้าน digital signal processing (DSP) ล้วน ๆ ซึ่งเราจะอธิบายเรื่อง audio fingerprint ที่เป็นเบื้องหลังการทำงาน โดยจะขอข้ามเรื่องคลื่นมัธยมปลายและการเก็บเสียงในรูปแบบของอิเล็กทรอนิกส์ไปเลย

shazam-add-to-apple-music-library

สิ่งที่ Shazam ใช้นั้น เรียกว่า audio fingerprint คือข้อมูลดิจิทัลโดยย่อที่สามารถใช้เพื่อการระบุเสียงตัวอย่างหรือระบุสิ่งที่เหมือนกันในฐานข้อมูลเสียงได้ โดยจะใช้ fingerprint algorithm แปลงให้ข้อมูลเสียงดิจิทัลปกติเป็น fingerprint คือฝั่งแอพ Shazam ก็จะใช้อัลกอริทึมแปลงข้อมูลเป็น fingerprint แล้วส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ Shazam ซึ่งมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่เก็บ fingerprint ของเพลงไว้ (ที่แปลงมาจากเพลงจริงเช่นกัน และฐานข้อมูลนี้จะอัพเดตเรื่อย ๆ ตามข้อมูลเพลง) ซึ่งข้อมูล fingerprint จากฝั่งผู้ใช้จะถูกนำไปใช้เพื่อหา fingerprint ในฐานข้อมูลว่ามีหรือไม่ ถ้ามีก็จะส่งข้อมูลชื่อเพลงมาให้ผู้ใช้ ซึ่งในช่วงแรกก็จะมีแค่ชื่อเพลง, ชื่อนักร้อง ตอนหลังก็เริ่มใส่ปกอัลบั้ม และลิงก์ไปยังบริการสตรีมมิ่งเพลงหรือแหล่งซื้อเพลง

จุดสำคัญของ Shazam คือการอัลกอริทึมที่ใช้แปลงเสียงเป็น audio fingerprint นี้เอง ที่จะต้องทนต่อความผิดพลาดสูง เนื่องจากเสียงที่บันทึกจากไมโครโฟนมือถือนั้นมีคุณภาพต่ำ, มีเสียงรบกวนจากภายนอก และปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย รวมไปถึงการใช้เพลงตัวอย่าง 10 วินาทีเพื่อทำการจับคู่กับเพลงเต็ม, ต้องใช้เวลาจับคู่ในระดับวินาที และต้องให้ผลลัพธ์ที่ผิดพลาดให้น้อยที่สุด ถือเป็นปัจจัยท้าทายของ Shazam ที่สำคัญมาก

บทความนี้จะยังไม่ได้ลงลึกไปจนถึงระดับอัลกอริทึมที่ Shazam ใช้ในการทำ audio fingerprint ซึ่งหากสนใจสามารถอ่านได้จากงานวิจัยโดยผู้ร่วมก่อตั้ง Shazam ได้ ในหัวข้อ An Industrial-Strength Audio Search Algorithm

shazam_logo2

Shazam สำคัญอย่างไรกับ Apple

เป็นที่รู้กันว่า Apple กำลังเข้าสู่อุตสาหกรรมเพลงอย่างเต็มตัว แม้ว่า Apple จะประสบความสำเร็จกับ iTunes มาแล้ว แต่การเข้าสู่ธุรกิจสตรีมมิ่งเพลง จะต้องใช้กลยุทธที่ต่างออกไปอีก คือจะต้องดึงดูดให้ผู้ใช้อยู่กับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งของตัวเองให้มากที่สุด ลูกค้าจึงจะตัดสินใจต่ออายุไปเรื่อย ๆ

Shazam นั้นมีกลุ่มลูกค้าที่ใช้งานอยู่เป็นประจำ รวมถึงข้อมูลจำนวนมากที่ทำให้บริษัทรู้ว่าลูกค้าสนใจฟังเพลงอะไร ซึ่งส่วนนี้หากนำมาใช้กับ Apple Music ก็จะทำให้รู้พฤติกรรมการฟังเพลงของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงเทคโนโลยี Shazam นั้นแม้จะเริ่มต้นจากเพลง แต่ทุกวันนี้เทคโนโลยีก็ถูกนำไปใช้กับรายการทีวี, ภาพยนตร์ และอื่น ๆ อีกมาก (แถมมีข่าวลือหนาหูว่า Apple สนใจบริการสตรีมมิ่งอื่น ๆ นอกจากเพลงด้วย) รวมถึงสิทธิบัตรเกี่ยวกับเทคโนโลยีกว่า 200 สิทธิบัตรในมือของ Shazam ทำให้บริษัทค่อนข้างแข็งแกร่ง และเหนือกว่าคู่แข่งรายอื่นที่ให้บริการคล้าย ๆ กันอย่าง SoundHound หรือ QQ Music มาก

หรือจริง ๆ แล้ว Apple อาจจะซื้อ Shazam ไปเพื่อทำโครงการลับที่ยังไม่มีใครรู้ก็เป็นได้

เรียบเรียงโดย
ทีมงาน MacThai

ข้อมูลจาก CNBC, Coding Geek