วันที่: 16/06/2016 | หมวด: Apple, Apple TV, Apple Watch, Featured, iOS, macOS, News, tvOS | แท็ก: , , , , , ,

Tim Cook

หลังงาน WWDC 2016 ก็มีนักข่าวชื่อดังสายไอทีออกมาให้ความเห็นมากมาย ซึ่ง Walt Mossberg คอลัมนิสต์ชื่อดังจาก The Verge ก็ได้ให้ความเห็นเรื่องนี้เช่นกัน และให้ความเห็นได้น่าสนใจมาก โดยประเด็นที่น่าสนใจมีดังนี้

การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของ Apple

หลายคนอาจจะสงสัยเรื่องปัญญาประดิษฐ์ของหลาย ๆ บริษัท ซึ่งนำข้อมูลส่วนตัวของเราไปใช้สอนคอมพิวเตอร์ได้ และแน่นอนว่าเราต้องเสียความเห็นส่วนตัว แต่จากความเห็นของ Mossberg บอกว่า Apple จะใช้วิธีรวมข้อมูลจากผู้ใช้หลาย ๆ คน และใช้วิธีทำให้ข้อมูลระบุตัวตนไม่ได้มาสอนคอมพิวเตอร์ จึงช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ได้

วิธีที่ Apple จัดการข้อมูลและความเป็นส่วนตัวเรียกใช้นั้นชื่อว่า Differential Privacy ซึ่ง Mossberg บอกว่าเรื่องนี้มีการคุยกันในสาย data science กันมานานแล้ว (รายละเอียดจาก Wikipedia) แต่ก็มีผู้เชี่ยวชาญการเข้ารหัสตั้งคำถาม Apple ว่า differential privacy ทำงานยังไง ปกป้องความเป็นส่วนตัวได้จริงไหม

Apple ทำให้ข้อมูลของแต่ละคนระบุตัวตนไม่ได้ ด้วยการใส่สัญญาณรบกวนทางคณิตศาสตร์เข้าไปในข้อมูล ซึ่งถ้า Apple ไม่ทำ สุดท้ายก็ถูก crack เพื่อระบุตัวตนได้อยู่ดี

Mossberg ไม่แน่ใจว่าการรวบรวมข้อมูลแบบไม่มีการระบุตัวตนของ Apple จะเพียงพอต่อการทำให้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของบริษัทต่อกรกับ Google, Facebook หรือ Amazon ได้ แต่โมเดลของธุรกิจของบริษัทเหล่านั้นก็ต่างกันไป คือต้องการเก็บข้อมูลที่ใช้งานได้จากผู้ใช้ (ซึ่ง Apple จะไม่ทำ)

Apple ก็ยังคงเป็นบริษัทฮาร์ดแวร์

Mossberg ให้ความเห็นเรื่องถัดไป ว่า Apple ก็ยังคงเป็นบริษัทฮาร์ดแวร์ แม้ว่าช่วงหลัง Apple จะเริ่มทำเงินจากบริการอย่าง Apple Music แต่ว่ายุทธศาสตร์ของ Apple ก็ยังคงเน้นฮาร์ดแวร์ก่อน และเอาซอฟต์แวร์มาช่วยขายฮาร์ดแวร์ ตัวอย่างเช่น

  • iMessage ที่ Apple ไม่เปิดให้ Android ใช้จริง ๆ เสียที แต่เพิ่มฟีเจอร์สำหรับ iOS ให้มากมายก่ายกอง และทำให้เป็นแพลตฟอร์มหนึ่ง Mossberg ถามผู้บริหาร Apple แล้วได้คำตอบ 2 อย่าง ข้อแรก Apple มีผู้ใช้นับพันล้านคนซึ่งได้ข้อมูลเพียงพอต่อการเรียนรู้ปัญญาประดิษฐ์ และข้อสอง การมีแพลตฟอร์มส่งข้อความที่เหนือกว่าและทำงานได้บนอุปกรณ์ Apple เท่านั้นจะช่วยกระตุ้นยอดขายอุปกรณ์ได้
  • กรณีของ Siri ที่ Apple เพิ่งใส่เข้ามาใน macOS โดย Siri เน้นทำงานกันคนละแบบตามแพลตฟอร์ม เช่น tvOS ใช้ค้นหาหนังหรือรายการทีวี, iOS ใช้จัดการงานต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน, macOS ใช้หาข้อมูล ฉะนั้น Siri ไม่ใช่บริการแบบโดดเดี่ยว แต่เป็นบริการที่ช่วยปรับปรุงการใช้งานอุปกรณ์
  • Apple ตั้งใจจะพัฒนาระบบของบริษัทให้ดีขึ้น จึงได้เพิ่มฟีเจอร์ระหว่างอุปกรณ์ เช่น Shared Clipboard, Auto Unlock ฯลฯ
  • เคเบิลทีวีในปัจจุบันมาถึงจุดพีคแล้ว นอกจากนี้แอพสตรีมมิ่งต่าง ๆ ของเครือข่ายเคเบิลทีวียังคงต้องการยืนยันตัวตนโดยใช้บัญชีที่ได้มาจากบริการ การเปิดใช้ฟีเจอร์ Single Sign-on บน Apple TV ให้ผู้ใช้ล็อคอินครั้งเดียวนั้นถือก็ทำให้การใช้งาน Apple TV สะดวกขึ้นอีกมาก และน่าจะช่วยให้แอพจากเครือข่ายเคเบิลทีวีเกิดบนแพลตฟอร์มของ Apple ได้อีกเยอะ

วิธีขายของของ Apple จะค่อนข้างแตกต่างจาก Google, Facebook หรือ Microsoft ที่บริการต่าง ๆ ของบริษัทเหล่านั้นทำงานบนอุปกรณ์แพลตฟอร์มอื่น ๆ ได้ด้วย

ส่วนท่านผู้อ่าน MacThai มีความเห็นอย่างไรก็คอมเม้นท์ได้เลยเช่นกันครับ

ที่มา – The Verge

About nutmos

สนใจ Apple ชอบ Apple รัก Apple
Blog : nutmos.com
Social Media : Twitter

Leave a Reply