ผลทดสอบเผย การใส่ Apple Watch วิ่งโดยไม่พก iPhone จะทำให้ความแม่นยำลดลง

running-without-iphone-makes-apple-watch-inaccurate-3

ฟีเจอร์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของ Apple Watch นั่นก็คือเป็น Fitness Tracker ที่จะคอยนับจำนวนก้าว วัดระยะทาง ความเร็ว รวมไปถึงวัดอัตราการเต้นของหัวใจขณะเราเดินหรือออกกำลังกายในแต่ละวัน

และแอปเปิลได้ทำการอัพเดทเป็น watchOS 2 ให้นักพัฒนาสามารถใช้เซ็นเซอร์ต่าง ๆ ภายในตัวเครื่องในการวัดหรือตรวจจับการเคลื่อนไหวของเราได้ ทำให้เราไม่จำเป็นต้องพึ่งไอโฟน เวลาเราออกไปวิ่งอีกต่อไป

จึงได้มีบล็อกเกอร์ที่ชื่อ  ได้ทำการทดสอบความแม่นยำของ Apple Watch ขณะทำการวิ่ง ว่าการพกกับไม่พกไอโฟนไปขณะวิ่งจะมีความแตกต่างกันหรือไม่และมากแค่ไหน?

 

ทดสอบความแตกต่างก่อนและหลัง ของการทำ Calibration

สิ่งแรกที่เขาทดสอบก็คือ การ Calibrate Apple Watch ให้มีความแม่นยำ เนื่องจากแอปเปิลได้ทำการแนะนำผู้ใช้ให้ทำาการ Calibrate โดยแอปเปิลแนะนำให้พบไอโฟนไปวิ่งด้วยประมาณ 20 นาที หลังจากการ Calibrate เสร็จแล้วเราก็จะสามารถวิ่งแบบใส่ Apple Watch ได้โดยไม่ต้องพกไอโฟนไป ให้ผลที่ได้มีความแม่นยำขึ้น

ซึ่งเขาได้ทำการทดลองว่ามีความแม่นยำขึ้นจริงหรือไม่ โดยการวิ่งเพื่อ Calibrate เป็นเวลาถึง 30 ชั่วโมง ผลที่ได้ก็คือถ้าไม่พกไอโฟนไปด้วย วัดได้ 10.5 ไมล์ ซึ่งระยะทางจริง ๆ เพียงแค่ 7.2 ไมล์เท่านั้น และเขาก็ทำการทดลองหลายครั้ง ผลที่ได้ก็ไม่ต่างจากครั้งแรกคือระยะทางต่างกันราว 45% เลยทีเดียว

apple watch sport

เขาจึงได้ไปถาม Apple Support ทางแอปเปิลก็ให้คำแนะนำว่าลอง Unpair และ Repair ใหม่ซักครั้งเพื่อเคลียร์ข้อมูลการ Calibrate ในเครื่องออก และทำการ Calibrate ใหม่อีกครั้ง ผลที่ได้คือมันไม่ต่างอะไรจากก่อนหน้านี้เลย

 

แอพที่แตกต่างกัน มีผลต่อความแม่นยำหรือไม่ ?

หลังจากที่แอปเปิลปล่อยให้ผู้ใช้ได้อัพเดทเป็น watchOS 2 ก็ได้มีแอพวิ่งยอดนิยม 2 ตัวที่ได้ทำการอัพเดทให้รองรับการใช้งานแบบ Native App และ wactchOS 2 นั่นก็คือ Runkeeper และ Runtastic Pro

โดยฟีเจอร์หลักของทั้ง 2 แอพนี้ก็คือ สามารถใช้งานร่วมกับแอพ Workout และ Activity บน Apple Watch ได้ทันที คือเมื่อเราใช้แอพนี้ มันจะแสดงผลลัพธ์ที่แอพ Activity บนไอโฟนด้วย ซึ่งจะนำไปคำนวณและผลจะไปรวมกับ วงกลม 3 สีในแอพให้อีกด้วย

running-without-iphone-makes-apple-watch-inaccurate-1

ส่วนความแตกต่างของ 2 แอพนี้ก็คือ แอพ Runkeeper (ver. 6.1) นั้นรองรับการวิ่งแบบไม่ต้องพกไอโฟน แต่ Runtastic Pro (ver. 6.3.1) ยังไม่รองรับการวิ่งแบบไม่ต้องใช้ไอโฟน ส่วนแอพอื่น ๆ เช่น Nike+, Strava, MapMyRun หรือ Endomondo ยังไม่ได้ทำการอัพเดทแอพให้รองรับ watchOS 2 เลย

ผลที่ได้ก็คือ การวิ่งที่ไม่ได้นำไอโฟนพกติดตัวไปด้วยโดยใช้แอพ Runkeeper ให้ผลใกล้เคียงกับแอพ Workout ของแอปเปิลเอง ซึ่งอาจจะเนื่องมาจากแอพที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้ API ของแอปเปิล จึงทำให้ข้อมูลที่ได้นั้น ไม่ต่างจากแอพ Workout ของแอปเปิลมากนัก

running-without-iphone-makes-apple-watch-inaccurate-2

จากรูป ทางซ้ายคือใช้แอพ Runtastic Pro โดยพกไอโฟนไปด้วย วัดได้ 7.56 km ซึ่งจำเป็นต้องเชื่อมต่อกับไอโฟนขณะวิ่ง ส่วน Runkeeper ซึ่งเขาไม่ได้พกไอโฟนไปด้วย ผลที่ได้ก็คือ วัดระยะทางได้ 10.67 km เลยทีเดียว

 

สรุป

เขาจึงสรุปว่า การ Calibrate Apple Watch มันไม่ได้ช่วยทำให้มันแม่นยำมากขึ้น เพราะการที่จะทำให้การวิ่งแม่นยำขึ้น จำเป็นต้องอาศัย GPS จากไอโฟน เพื่อหาตำแหน่งระหว่างวิ่งอยู่ดี ส่วนการใช้แอพก็ได้ผลไม่ต่างจากใช้แอพ Workout ซักเท่าไหร่ แต่ข้อดีก็คือแอพอื่น ๆ ก็สามารถใช้งานร่วมกับแอพ Activity และ Workout ของแอปเปิลได้ดีกว่าแต่ก่อน

นอกจากความแตกต่างที่เกิดขึ้นนี้มาจากการใช้ GPS บนไอโฟนแล้ว การแกว่งมือขณะวิ่งก็มีผลต่อระยะทางที่วัดได้เช่นกัน เพราะบางคนแกว่งแขน กว้าง แคบ เร็ว ช้า แตกต่างกันไป ทำให้เซ็นเซอร์ใน Apple Watch วัดผลได้แตกต่างกัน แต่อาจต่างกันมากนัก

และเขายังทิ้งท้ายไว้อีกว่า Apple Watch อาจจะไม่เหมาะกับนักวิ่งมืออาชีพซักเท่าไหร่ เพราะยังมีข้อจำกัดอีกหลายอย่างที่แอปเปิลต้องปรับปรุง แต่สำหรับนักวิ่งทั่ว ๆ ไปที่ต้องการแค่ออกกำลังกาย Apple Watch ก็เป็นตัวเลือกที่ดีอีกตัวหนึ่งเลย

 

ที่มา – Cult of Mac