วันที่: 07/06/2014 | หมวด: Apple, Featured, iCloud, iOS, macOS, News | แท็ก: , , , , , , , , ,

extension

ในงาน WWDC 2014 นั้นผู้บริโภคส่วนใหญ่จะสนใจแต่ส่วน OS X และ iOS เพราะจะคิดแค่ว่านี่คือสิ่งที่ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จริงๆ แต่ความจริงไม่ใช่แค่นั้นครับ

WWDC เป็นงานที่เน้นในด้านของนักพัฒนาโดยเฉพาะ ในปี 2014 นี้มีการเพิ่มส่วนของ Dev ขึ้นมา เนื่องจาก Apple เล็งเห็นความสำคัญของนักพัฒนา และส่วนนี้ก็สำคัญต่อผู้ใช้ไม่น้อยเลย

ส่วนหนึ่งที่น่าสนใจของ WWDC 2014 คือ App Extension ของทั้ง iOS และ OS X ที่ทำลายขีดจำกัดของการทำงานของแอพแบบเดิมๆ ไปได้

ต้องอธิบายก่อนว่า ปกติแอพของ iOS จะเป็นแอพที่แยกกันโดดๆ (sandboxing) การส่งข้อมูลไป-มาระหว่างแอพเป็นเรื่องที่ยากมาก ซึ่งต่างจากแพลตฟอร์มของคู่แข่งในปัจจุบันอย่าง Android หรือคู่แข่งในอดีต เช่น Windows Mobile ที่จะปล่อยให้แอพทำงานและรับ-ส่งข้อมูลกันได้อิสระเสรี

Today Widget (OS X & iOS)

developer_outside

iOS นั้นไม่เคยมี widget มานานแสนนาน แต่ใน iOS 8 นั้น Apple ปล่อยให้นักพัฒนาทำแอพที่สามารถใช้ระบบ widget ได้ซะที แต่ widget ของ iOS ก็ไม่ใช่เหมือน Android ซะทีเดียว คือจะบังคับอยู่ใน Notification Center อย่างเดียว

widget แบบนี้จะมีข้อดีคือนักพัฒนาจะต้องควบคุมเนื้อหาที่แสดงจะต้องเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้เท่านั้น เพราะ Apple จะไม่เปิด API ให้เสรีเสียจนทำได้ทุกอย่าง เช่น

  • SportsCenter จะมีเฉพาะข้อมูลของทีมที่ชื่นชอบ
  • eBay จะมีเฉพาะข้อมูลของสินค้าที่เรากำลังประมูลอยู่
  • แอพประเภท To-Do แสดงเฉพาะรายการที่เลยเวลาไปแล้ว หรือรายการที่ใกล้จะถึงเวลาต้องทำ
  • Hue แอพควบคุมหลอดไฟ Philips Hue จะมีเฉพาะปุ่มที่จำเป็นสำหรับเปิด/ปิดไฟเท่านั้น

OS X ก็มี widget อยู่ใน Dashboard แล้ว แต่ที่ Apple ยอมให้นักพัฒนาทำ widget บน Notification Center คาดว่าเพราะจะได้ไม่ต้องทำ widget ใหม่ ใช้เหมือนบน iOS ได้เลย ฉะนั้น widget ใน OS X Yosemite จะมีอยู่ทั้ง 2 ที่ คือ Dashboard และ Notification Center (widget ทั้งสองที่ก็แตกต่างกันด้วย เพราะ widget บน Notification Center จะเน้นแสดงข้อมูล)

Share & Actions (OS X & iOS)

ios-8-share-extension

Share และ Actions จะมีแต่ Apple เท่านั้นที่จะเพิ่มลดรายการในนี้ได้

เนื่องจาก social network เกิดใหม่มีเป็นประจำ และ Apple จะต้องมานั่งใส่ในเมนู Share เป็นแมวไล่จับหนูคงไม่ทันการ ทำให้ Apple เลือกที่จะเปิดปุ่ม Share ให้นักพัฒนารายอื่นพัฒนาแอพแล้วใส่เมนูเพิ่มในปุ่ม Share ได้เลย

Actions ก็ได้เปิดให้นักพัฒนาภายนอกทำได้หลายอย่างโดยตรง เช่น แปลภาษาบน Safari กับ Bing Translate, ใส่หน้าเว็บลงใน Evernote, เก็บหน้าเว็บไว้อ่านทีหลังกับ Pocket, Instapaper

Photo Editing (iOS)

1402069085-Screen Shot 2014-06-06 at 05.32.57 PM

Photo Editing – Apple ให้นักพัฒนาใส่ระบบแต่งรูปลงไปเพิ่มเติมจากระบบแต่งรูปที่มีอยู่ใน Photos อยู่แล้ว ตัวอย่างให้ลองนึกถึง ถ่ายรูปจาก Camera พอเปิด Photos และกดแต่งรูปผ่าน Camera 360 ก็จะมีส่วนเสริมของแอพเด้งขึ้นมาให้แต่งภาพได้ทันที โดยไม่ต้องเปิดแอพ และจะให้ภาพบันทึกใน Photos เลยก็ได้

Finder Sync (OS X) & Storage Provider (iOS)

แต่เดิมนั้น การแชร์ไฟล์ระหว่าง iOS กับ OS X เป็นเรื่องยากมาก ถ้าเป็นแอพภายนอก เพราะว่า Apple ไม่ยอมให้นักพัฒนาจากบริการเก็บข้อมูลต่างๆ ทำแอพบน iOS ที่ทำงานได้ราบรื่นเสียที

ตอนนี้ Apple ยังเปิดเผยรายละเอียดของ Storage Provider ออกมาเพียงเล็กน้อย แต่ก็พอจะรู้ได้คร่าวๆ ว่า Apple จะยอมให้แอพอื่นใช้ไฟล์จากแอพของผู้ให้บริการข้อมูลรายอื่นนอกจาก iCloud ได้แบบสบายๆ เหมือนที่ดึงจาก iCloud

Finder Sync เป็นการเปิดให้ผู้บริการเก็บข้อมูลทำแอพบน OS X ที่สามารถ sync กับบริการของตัวเองได้สบายๆ และอนุญาตให้มีตัวบอกด้านล่างว่าตอนนี้อยู่ในสถานะใด เช่น อัพโหลดแล้ว, กำลังอัพโหลด เพราะปัจจุบัน การทำแอพให้แสดงตัวบอกแบบที่ Dropbox ทำต้องใช้กระบวนการวิศวกรรมย้อนกลับ (reverse-engineer)

Custom Keyboard (iOS)

custom-keyboard

คีย์บอร์ดเป็นสิ่งที่ Apple หวงไม่ยอมให้แอพอื่นลงคีย์บอร์ดเสริมนอกจากคีย์บอร์ดหลักของ iOS เลย แอพคีย์บอร์ดทั้งหลายจึงทำได้แค่ให้ผู้ใช้พิมพ์ข้อความในแอพแล้วก๊อบแปะ แต่ใน iOS 8 นั้น Apple ก็ยอมให้ผู้ผลิตคีย์บอร์ดภายนอก เช่น SwiftKey, Swype, Flesky ทำคีย์บอร์ดให้ใช้ได้ทั้งระบบ

แต่ Apple ก็มีข้อจำกัดกับคีย์บอร์ดภายนอกอยู่บ้าง

  • คีย์บอร์ดเสริมต้องมีปุ่มสลับคีย์บอร์ดไปเป็นคีย์บอร์ดของยี่ห้ออื่น รวมถึงคีย์บอร์ดหลักของ iOS ด้วย
  • คีย์บอร์ดเสริมถ้าจะเก็บการเคาะแป้นพิมพ์ (keystroke) ต้องเก็บไว้บนอุปกรณ์เท่านั้น ถ้าจะส่งออกผ่านอินเทอร์เน็ตต้องขออนุญาตผู้ใช้ก่อน
  • ถ้าจะพิมพ์รหัสผ่านหรือบัตรเครดิต คีย์บอร์ดของระบบจะเด้งขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

สรุป

App Extension จะทำให้ OS X และ iOS ที่เป็นระบบปิดลดขั้นตอนการทำงานและสลับแอพไป-มาได้ แต่ขณะเดียวกันความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ Apple สอดส่องดูแลอยู่ โดยไม่ให้แอพทั้งหลายทำงานเกินขอบเขต กล่าวคือ OS X และ iOS ก็ยังคงความเป็นระบบปิดที่ Apple ยังควบคุมประสบการณ์ผู้ใช้อยู่นั่นเอง

ที่มา – MacStories

About nutmos

สนใจ Apple ชอบ Apple รัก Apple
Blog : nutmos.com
Social Media : Twitter

Leave a Reply